กมธ.งบประมาณ 2570 ซักฟอกสำนักงานศาลยุติธรรม หลังขอจัดสรรงบ 3.7 หมื่นล้านบาท แต่พบงบการเงินถือเงินสดและเงินฝากค้างบัญชีสูงถึง 3.6 หมื่นล้านบาท "วีระ ธีระภัทรานนท์" แนะดึงเงินหมุนเวียนช่วยชาติ ด้านรองเลขาฯ ศาลยุติธรรม ยันนำไปใช้ไม่ได้ ชี้เป็นเงินวางประกัน-ค่าธรรมเนียมรอคืนคู่ความตามกฎหมาย
วันที่ 17 ส.ค.2569 ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน กมธ. คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาการขอจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานในสังกัดศาล
ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายวีระ ธีระภัทรานนท์ กมธ. ได้ตั้งคำถามต่อการขอจัดสรรงบประมาณของสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งเสนอยื่นขอจำนวน 3.7 หมื่นล้านบาท แต่จากการตรวจสอบงบการเงินกลับพบว่า หน่วยงานมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดสูงถึง 3.6 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น เงินสดในงบการเงิน 48 ล้านบาท เงินทดรองจ่าย 38 ล้านบาท เงินฝากธนาคาร 2.6 หมื่นล้านบาท เงินฝากประจำ 689 ล้านบาท เงินฝากคลัง (ธปท.) 9,520 ล้านบาท
นายวีระ ระบุว่า เงินฝากคลังดังกล่าวเป็นการฝากไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยในลักษณะคล้ายบัญชีกระแสรายวันโดยไม่มีดอกเบี้ย จึงเสนอแนะว่าควรมีแนวทางนำเงินส่วนนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพื่อช่วยลดภาระทางงบประมาณแผ่นดินได้หรือไม่
ด้าน นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ชี้แจงว่า เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 3.6 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่ใช่งบประมาณหรือรายรับที่ศาลจะสามารถนำไปใช้จ่ายได้ตามอัธยาศัย แต่เป็นเงินที่มีภาระผูกพันตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งต้องจ่ายคืนให้กับคู่ความหรือนำส่งคลังเมื่อกระบวนการทางคดีเสร็จสิ้น
นายภพ ได้แยกรายละเอียดของเงินฝากระยะสั้นจำนวนประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท ไว้ดังนี้ เงินกลางตามกระบวนการพิจารณาคดี (14,500 ล้านบาท): เป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาลตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความ เช่น เงินประกันตัวผู้ต้องหา/จำเลย เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ ซึ่งเป็นเงินที่รอผลการตัดสินของศาล และต้องคืนให้แก่โจทก์หรือจำเลยเมื่อคดีสิ้นสุด
เงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าปรับ (907 ล้านบาท) ของศาล 280 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งรอการนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเมื่อสิ้นปีงบประมาณ เงินรับฝากส่งคำคู่ความ (437 ล้านบาท): อยู่ระหว่างรอจ่ายตามขั้นตอน เงินอื่นๆ เช่น เงินประกันตัวผู้ประกัน 51 ล้านบาท และเงินค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาท ที่รอจ่ายให้แก่ฝ่ายที่ชนะคดี
ส่วนกรณีเงินฝากคลัง นายภพ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ประกอบด้วย เงินประกันสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง: 195 ล้านบาท (ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ต้องคืนให้ผู้ยื่นหลักประกันเมื่อครบกำหนด) เงินค่าธรรมเนียมศาล อีกส่วนหนึ่งจำนวนกว่า 9,000 ล้านบาท เงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท เงินฝากอื่นๆ เช่น เงินฝากเพื่อบูรณะทรัพย์สิน 93,000 บาท และเงินค่าธรรมเนียมสอบแข่งขัน 489,000 บาท
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ย้ำทิ้งท้ายว่า เงินฝากคลังทั้งหมดเป็นเงินคงคลังที่ต้องใช้จ่ายตามภารกิจและเงื่อนไขทางกฎหมายเฉพาะเรื่องเท่านั้น และยืนยันอย่างบริสุทธิ์ใจว่าเงินทั้งหมดในงบการเงินดังกล่าวไม่ใช่รายรับของศาลแต่อย่างใด








