เบาหวาน อาจเชื่อมโยงถึงโรคหัวใจและโรคไต ภัยเงียบเบื้องหลังโรคเรื้อรังที่คร่าชีวิตคนไทย รายงานนโยบาย CRM ฉบับใหม่ เสนอแนวทางขับเคลื่อนระดับประเทศ รับมือโรคเรื้อรังที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
สำหรับคนไทยจำนวนมาก โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง และโรคหัวใจ มักถูกมองว่าเป็นโรคที่แยกจากกัน ต้องพบแพทย์ต่างสาขา และได้รับการรักษาแตกต่างกันไป แต่ในความเป็นจริง โรคเหล่านี้มีปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน และส่งผลกระทบต่อกันอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคไตเรื้อรังสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานเกือบ 2 เท่า1 สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเพียงโรคเดียว อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาสุขภาพที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน
ประเด็นดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของการประชุม CRM Policy Forum ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยบริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ร่วมกับ ACCESS Health International เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ สมาคมวิชาชีพทางการแพทย์ องค์กรผู้ป่วย และนักเศรษฐศาสตร์ด้านสาธารณสุข พร้อมเปิดตัวรายงาน "Advancing Cardio-renal-metabolic Health in Thailand: Connected Risks, Coordinated Solutions" ซึ่งนำเสนอข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการป้องกันและดูแลโรคเรื้อรังที่เชื่อมโยงกันในประเทศไทย²
มองโรคเรื้อรังเป็น "ระบบเดียว" ไม่ใช่โรคที่แยกขาดจากกัน
กลุ่มโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิซึม หรือ Cardio-Renal-Metabolic (CRM) ครอบคลุมโรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ภาวะอ้วน ไขมันในเลือดผิดปกติ และโรคไขมันพอกตับ โดยรายงานระบุว่า โรคเหล่านี้กำลังเชื่อมโยงกันจนกลายเป็นภาวะโรคร่วมหลายโรค (multi-morbidity syndemic) ที่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง²
ปัจจุบัน โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย คิดเป็นร้อยละ 23 ของการเสียชีวิตทั้งหมด³ ขณะเดียวกัน งานวิจัยที่ติดตามประชากรไทยมากกว่า 87,000 คน เป็นระยะเวลานานถึง 15 ปี พบว่า ผู้ที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกัน มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 434 สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากโรคใดโรคหนึ่ง แต่เกิดจากการที่โรคหลายชนิดส่งผลต่อกัน
โรคไตเรื้อรังเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของโรคที่มักถูกมองข้าม แม้จะพบได้ในคนไทยมากถึงหนึ่งในสี่ของประชากร แต่มีผู้ป่วยเพียงร้อยละ 1.9-3.5 เท่านั้นที่ทราบว่าตนเองเป็นโรค5-6 ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนมากได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคดำเนินไปถึงระยะที่การรักษาทำได้ยากขึ้น
ขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยกรุงเทพมหานครมีอายุรแพทย์โรคไตประมาณ 1 คนต่อประชากร 44,117 คน ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความชุกของโรคไตสูงที่สุด กลับมีแพทย์เฉพาะทางเพียง 1 คนต่อประชากรประมาณ 592,690 คน
นพ. พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ และเราตระหนักดีว่าโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองและค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นควบคู่กับการยกระดับการเข้าถึงบริการด้านการดูแลรักษาที่มีคุณภาพและครอบคลุมในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนและยกระดับระบบการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”
ค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ช่วยทั้งผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข
นอกจากจะช่วยชะลอการดำเนินของโรคแล้ว การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว โดยข้อมูลระบุว่า ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงสูง การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถลดความเสี่ยงของการดำเนินโรคไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายได้ถึงร้อยละ 327 ขณะที่การดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังแบบบูรณาการโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ อาจช่วยประหยัดงบประมาณด้านสุขภาพของภาครัฐได้ประมาณร้อยละ 7 หรือคิดเป็นมูลค่าราว 205,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี8
แนวทางดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการแล้วผ่านโครงการ Sustainable Development for Generations (SD4G) ของเบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ ซึ่งสนับสนุนการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้สามารถคัดกรองโรคไตเบื้องต้นในชุมชนของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเครือข่ายสุขภาพระดับชุมชนในการช่วยค้นหาผู้ป่วยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที
ดร. โรฮีนี โอมการ์ ประสาท ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ACCESS Health International กล่าวว่า "รายงานฉบับนี้ช่วยตอบคำถามสำคัญสองประการคือสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร และควรมุ่งไปในทิศทางใดต่อไป หลักฐานเชิงประจักษ์สะท้อนให้เห็นถึงภาระของโรคหัวใจ ไต และเมตาบอลิซึมต่อระบบสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมถึงช่องว่างของระบบที่สามารถวัดผลและนำไปสู่การพัฒนาได้หน้าที่ของเราคือการจัดทำฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายบุคลากรทางการแพทย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันชะลอการดำเนินของโรคในระดับประเทศ"
นางเอ็บบา ชอลล์ อุปทูตรักษาการ สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยและเยอรมนีต่างกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และเผชิญความท้าทายร่วมกันจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ความร่วมมือด้านสุขภาพ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมจึงเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเวทีในวันนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมอง เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น”
ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกัน เพื่อรับมือโรคเรื้อรังอย่างยั่งยืน
ผู้เข้าร่วมการประชุมเห็นพ้องต่อ 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติด้านโรค Cardio-Renal-Metabolic (CRM) พร้อมกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณที่ชัดเจนการพัฒนายุทธศาสตร์เฉพาะด้านโรคไตเรื้อรัง การบรรจุโรคมะเร็งตับและภาวะไขมันพอกตับอักเสบจากความผิดปกติของระบบเผาผลาญ (Metabolic dysfunction-associated steatohepatitis: MASH) ไว้ในนโยบายระดับชาติด้านโรคมะเร็งและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังการขยายการดูแลแบบบูรณาการไปยังพื้นที่ชนบทที่มีความเสี่ยงสูง โดยอาศัยเครือข่าย อสม. และระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในวงกว้างมากขึ้น เช่น Smart อสม. App เพื่อสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้ การส่งต่อผู้ป่วย และการคัดกรองโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น2
การผลักดันข้อเสนอเหล่านี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันวิชาการ บุคลากรทางการแพทย์ องค์กรผู้ป่วย และภาคอุตสาหกรรม โดยทำงานร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว แทนที่จะดำเนินงานแยกส่วน เพื่อให้การป้องกัน การวินิจฉัย และการดูแลโรคเรื้อรังที่เชื่อมโยงกันสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ
นายริคาร์เต้ ริเวร่า ผู้จัดการทั่วไป และหัวหน้าธุรกิจเภสัชภัณฑ์สำหรับมนุษย์ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความท้าทายด้านสุขภาพในระดับนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทำให้เราเห็นว่าการค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถเข้าถึงประชาชนได้ก่อนที่อาการจะแสดง และสามารถเข้าถึงผู้คนได้แม้อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนข้อมูลเชิงประจักษ์ไปสู่การปฏิบัติจริง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข สถาบันวิชาการ และเครือข่ายผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมผลักดันการดูแลรักษาแบบบูรณาการที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ให้เกิดขึ้นได้จริงสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่”








