"อภิสิทธิ์" ออกโรงชี้แจงละเอียดยิบหลังเจอกระแสดรามา "ทัวร์ลง" บนโลกออนไลน์ ปมถูกเข้าใจผิดว่าสนับสนุนการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 เจ้าตัวย้ำชัด จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเปลี่ยน "ค้านล้างผิดคดีทุจริต ม.112 และคดีร้ายแรง 100%" แต่ที่เสนอตั้งกรรมาธิการร่วมเพราะต้องการปกป้องกลไกเยาวชนให้มีโอกาสทำแผนบำบัดฟื้นฟู ชี้การปิดช่องทางตั้งแต่ต้นไม่ช่วยเยียวยาความสัมพันธ์ พร้อมสะกิดเตือนนักการเมืองระวังโทษหนักขัดรัฐธรรมนูญ หากแอบยัดไส้ล้างผิดกรณีฮั้ว สว.
วันที่ 9 ก.ค. 2569 เวลา 12.35 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ชี้แจงภายหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ กรณีการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือกฎหมายนิรโทษกรรม โดยระบุว่า หากใครยังมีข้อสงสัยอยากให้ย้อนไปฟังคำอภิปรายในสภาฯ อย่างละเอียด เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นมี 2 ส่วน คือ กลุ่มที่ไม่ได้ฟังแต่ฟังต่อมาจากคนอื่นแล้วเข้าใจผิด กับกลุ่มที่จงใจบิดเบือนข้อมูลให้สังคมเข้าใจผิด เหตุผลความจำเป็นที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมกันของ 2 สภาว่า ประเด็นที่ถกเถียงกันเป็นเรื่องของกระบวนการช่วยเหลือเยาวชน ไม่ใช่เรื่องของการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 โดยหลักการเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรเคยเห็นชอบนั้น กำหนดว่าหากเยาวชนกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งตามปกติจะ "ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมอยู่แล้ว" แต่ร่างกฎหมายฉบับเดิมเปิดโอกาสให้เยาวชนสามารถ "ร้องขอเพื่อทำแผนบำบัดฟื้นฟู" ได้ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ศาลเยาวชนใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ทาง สว. กลับมีมติปิดกั้นช่องทางนี้
"การไปปิดกั้นช่องทางตรงนี้ ไม่ได้ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งหรือส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างเยาวชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เงื่อนไขสำคัญคือ เยาวชนต้องเป็นฝ่ายร้องขอเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาอยากได้รับการบำบัดฟื้นฟูเพื่อกลับตัว ผมจึงตั้งคำถามว่าไปปิดช่องทางนี้ทำไม การหักดิบไม่รับฟังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความสัมพันธ์ในระยะยาว" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตคือ การเพิ่มพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เข้าไปในบัญชีแนบท้าย โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งหรือคดีฮั้ว สว. จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าการเพิ่มกฎหมายดังกล่าวเข้ามาจะเอื้อประโยชน์ให้นิรโทษกรรมแก่คดีใดที่เคยเกิดขึ้น นอกจากนี้ อาจเกิดช่องโหว่ร้ายแรงในกรณีที่มี "คนของพรรคการเมือง" เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงการเลือกตั้ง สว. ซึ่งผิดกฎหมายฉบับนี้ แต่อาจถูกตีความในอนาคตว่าเป็นความผิดที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริต ส่งผลให้ได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมไปด้วย ซึ่งถือเป็นหลักการที่ไม่ถูกต้อง
"ผมขอเตือนว่า หากเกิดเหตุการณ์สอดไส้ล้างผิดในลักษณะนี้ขึ้นจริง ใครก็ตามในพรรคการเมืองที่มีส่วนได้เสีย แล้วร่วมลงมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา จะถือว่ากระทำความผิดขัดต่อรัฐธรรมนูญทันที เพราะมีส่วนได้เสียโดยตรง" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นใจผู้ที่รอคอยประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ และไม่ได้คัดค้านตัวกฎหมายหลักในการสร้างความสมานฉันท์ ซึ่งมองว่าทั้ง 2 ประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้ง ฝ่ายสภาฯ และ สว. สามารถใช้กลไกกรรมาธิการร่วมคลี่คลายร่วมกันได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยพรรคยังคงยึดมั่นในกรอบเดิมคือ การนิรโทษกรรมเพื่อความสันติสุขต้องไม่รวมคดีทุจริตประพฤติมิชอบ, คดีมาตรา 112 และคดีอาญาร้ายแรง
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ไม่ได้ร่วมลงมติในร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว สั้นๆ ว่า เนื่องจากตนเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีการเมืองก่อนหน้านี้ จึงสละสิทธิ์ไม่ลงคะแนนตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง








