"วิปรัฐบาล"แจงยิบ ปม สว. แก้กฎหมายนิรโทษกรรม ยืนยันบัญชีแนบท้ายแค่เรียงลำดับใหม่ ไร้สอดไส้เอื้อประโยชน์คดีเลือกตั้ง ลั่นขีดเส้นใต้ 500 เส้น ไม่ล้างผิดคดีทุจริต-ความรุนแรง-ม.112 ชี้ไม่อยากเปิดประตูความขัดแย้งรอบใหม่ ย้ำบทเรียน ‘สุดซอย’ เคยทำพังมาแล้ว พร้อมจี้ ‘พรรคประชาชน’ รับผิดชอบปมโพสต์ข้อมูลบิดเบือน
วันที่ 9 ก.ค.2569 เวลา 10.15 น.ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงความกังวลของสังคมหลังจากสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสันติสุข พ.ศ. ... หรือกฎหมายนิรโทษกรรม โดยเฉพาะข้อจำกัดเกี่ยวกับบัญชีแนบท้ายกฎหมายที่มีการแก้ไขกลับมาจากทางวุฒิสภา (สว.) ยืนยันว่า การลงมติเห็นชอบในส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขกลับมานั้น ไม่ได้มีการแก้ไขในเรื่องของหลักการที่เป็นสาระสำคัญของกฎหมายแต่อย่างใด ทุกอย่างยังคงยึดตามร่างเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรเคยให้ความเห็นชอบไว้ตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว ส่วนประเด็นที่มีบางฝ่ายพยายามให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับบัญชีแนบท้ายกฎหมายนั้น ยืนยันว่าไม่มีการเพิ่มหรือแทรกกฎหมายใหม่เข้ามา
"บัญชีแนบท้ายทั้งหมดไม่มีการแก้ไข มีเพียงแค่การจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายและเรียงลำดับใหม่เท่านั้น ไม่ได้มีการแทรกกฎหมายใดเข้ามาแต่อย่างใด ส่วน พ.ร.บ.เลือกตั้ง ที่มีการกล่าวถึงว่าเป็นการเลื่อนโทษหรือนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มคนที่ไปปิดล้อมการเลือกตั้งจากการชุมนุมเมื่อหลายปีก่อนนั้น กลุ่มคนเหล่านี้ถูกรวมอยู่ในบัญชีเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือ กปปส. ทั้งหมดรวมอยู่ในการนิรโทษกรรมฉบับนี้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เรื่องใหม่" ประธานวิปรัฐบาล กล่าว
ประธานวิปรัฐบาล กล่าวต่อว่า จุดยืนหลักของกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับพี่น้องประชาชน โดยระบุว่ากลุ่มคดีที่ไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมอย่างเด็ดขาด มี 3 ประเด็นหลัก ซึ่งตนขอขีดเส้นใต้ไว้ 500 เส้นว่า คดีทุจริตคอร์รัปชัน ทุกรูปแบบ คดีความรุนแรง ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างหนัก คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
สำหรับประเด็นความผิดเกี่ยวกับเยาวชน นายกรวีร์ กล่าวว่า ในที่ประชุมสภาฯ ได้มีการตกผลึกร่วมกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า เยาวชนที่กระทำความผิด ยังมีกระบวนการและช่องทางของศาลเยาวชนและครอบครัวในการช่วยเหลือตามกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำมารวมในกฎหมายฉบับนี้จนสุ่มเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งเพิ่ม
นายกรวีร์ กล่าวต่อไปว่า เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.เสริมสร้างสันติสุขฯ คือการสร้างความปรองดองและลดความขัดแย้งในสังคมไทย ดังนั้น จึงไม่อยากเห็นกฎหมายฉบับนี้กลายเป็นชนวนเหตุที่สร้างความขัดแย้งรอบใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 112 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนสูง
"จากประสบการณ์ในอดีต เราเคยเห็นบทเรียนจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดซอยมาแล้ว เรารู้ว่าการฝืนกระแสสังคม ดันไปจนเกินกว่าที่สังคมจะรับได้ ปัญหาที่ตามมามันจะมากมายขนาดไหน ดังนั้นเราจึงมองอีกมุมหนึ่งว่า เราไม่ต้องการเปิดประตูไปสู่ความขัดแย้งอีก เรื่องไหนทำได้และเห็นตรงกันก็เดินหน้า ซึ่งกฎหมายฉบับที่ผ่านไปนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ คดีที่ค้างอยู่มากกว่า 2,000 คดี ประชาชนกว่า 6,000 คนจะได้รับประโยชน์ เราจึงเลือกภาพรวมเพื่อให้สังคมเดินหน้าไปก่อน"
นายกรวีร์ ได้กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวบิดเบือนบนโลกออนไลน์ โดยระบุว่ารู้สึกตกใจที่เห็นเพจทางการของพรรคการเมืองนำข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมาเสนอให้ประชาชนเข้าใจผิด แม้ในเวลาต่อมาจะมีการตัดข้อความส่วนดังกล่าวออกไปแล้วก็ตาม
"เรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่และสำคัญ ผมอยากเรียกร้องไปถึงพรรคประชาชนว่า ในเมื่อเราอยากจะยกระดับมาตรฐานทางการเมืองให้สูงขึ้น เราก็ต้องทำงานการเมืองด้วยมาตรฐานที่สูงด้วย ไม่ใช่ลดมาตรฐานตัวเองลงมาจนต่ำ ควรเอาความจริงมาพูดให้ประชาชนทราบ มากกว่าที่จะปิดบังหรือบิดเบือนให้เข้าใจผิด จึงอยากทวงถามไปยังพรรคประชาชนว่า เมื่อทราบว่าทำผิดและโพสต์ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมแล้ว ทางพรรคจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งคงต้องรอดูท่าทีต่อไป" นายกรวีร์ กล่าว








