"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำทีมน้อมรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ยอมรับตามตรงบทบัญญัติปัจจุบันเน้นตีความ "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" ทำให้ล้มกฎหมายยาก แต่แสดงความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง หวั่นสร้างบรรทัดฐานใหม่ทำลายกรอบวินัยการเงินการคลัง ชี้หนี้สาธารณะจ่อพุ่งชนเพดานร้อยละ 70 ทันที จี้รัฐบาลเร่งกางแผนการคลัง พร้อมจับตาเงินก้อนที่สอง 2 แสนล้านด้านพลังงานที่ยังไร้รายละเอียดในงบปี 2570 หวั่นสอดไส้เอื้อนำเข้ามากกว่าพึ่งพาตัวเอง
วันที่ 9 ก.ค. 2569 เวลา 12.35 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาล ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะส่วนหนึ่งของผู้ร้องคดีนี้ รับทราบ เคารพ และน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากมติที่แถลงออกมาในวันนี้เป็นเพียงการสรุปมติเท่านั้น ทางพรรคจึงต้องนำคำวินิจฉัยฉบับเต็มไปศึกษาเหตุผลและประเด็นทางกฎหมายอย่างละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตามตนกังวลว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวอาจกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ เกี่ยวกับการกู้เงินนอกระบบงบประมาณของรัฐบาล ในกรณีที่งบประมาณไม่เพียงพอแต่ประเทศยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจปกติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกรอบวินัยการเงินการคลังที่ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายตั้งแต่ระดับรัฐธรรมนูญลงมา ทั้งที่กรอบวินัยนี้เคยช่วยให้ประเทศไทยมีปัญหาทางการคลังค่อนข้างน้อยในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมานอกจากนี้ ผลจากการกู้เงินในครั้งนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) พุ่งสูงขึ้นจนเกือบชนเพดานที่ร้อยละ 70 ขณะที่รัฐบาลเคยยืนยันกับสภาฯ ว่าไม่มีแนวคิดที่จะขยายเพดานหนี้สาธารณะ
"เราอยากให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนว่า แผนทางการคลังในระยะปานกลางและระยะยาว โดยเฉพาะในปีข้างหน้านี้จะเป็นอย่างไร จะมีแนวทางในการเพิ่มรายได้ หรือลดรายจ่ายอย่างไร มิฉะนั้นประเทศจะกลับมาสู่ปัญหาเดิมว่า จะต้องมีการกู้เงินเพิ่มและต้องขยายเพดานหนี้อีกหรือไม่ และเราก็หวังว่าจะไม่มีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในลักษณะแบบนี้อีก" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า คำวินิจฉัยที่ออกมาเกินความคาดหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า พรรคเชื่อมั่นในเหตุผลของผู้ร้อง แต่ก็ทราบดีว่ามีข้อจำกัดอยู่ 2 ประเด็นหลัก คือ จากคำวินิจฉัยในอดีต ศาลรัฐธรรมนูญจะระมัดระวังอย่างมากในการใช้อำนาจที่อาจทำให้ฝ่ายบริหารทำงานได้ยาก รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้เปิดช่องให้ศาลพิจารณาในเรื่อง "ความจำเป็นเร่งด่วน" เหมือนแต่ก่อน แต่ให้ตีความในส่วนของ "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" แทน จึงเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติที่จะพิสูจน์ให้เห็นเด่นชัดว่าขัดรัฐธรรมนูญ
นายอภิสิทธิ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงเงินกู้ก้อนที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในโครงการที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน ซึ่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ยังมีตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำความชัดเจน และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการกลั่นกรองโครงการเพื่อความโปร่งใส ในเมื่อรัฐบาลอ้างว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน หากไม่ทำจะกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การกู้เงินก็ควรต้องเกิดขึ้นโดยเร็ว แต่จากการติดตามผ่านกลไกต่างๆ รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กลับยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการในส่วนนี้เลย ทำให้เกิดความน่าเป็นห่วงในเรื่องความพร้อมและการตรวจสอบ
"สิ่งที่เราวิตกกังวลคือ รัฐบาลมองคำว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพียงแค่เรื่องการลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นแต่การส่งเสริมโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ในความเป็นจริง รูปแบบการส่งเสริมของรัฐบาลกลับเน้นไปที่การนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้ทำให้การพึ่งพาต่างประเทศลดลงเลย ทั้งที่ไทยยังมีทางเลือกอื่น เช่น การนำทรัพยากรธรรมชาติในประเทศอย่างปาล์มน้ำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่รัฐบาลกลับไม่มีความชัดเจนในจุดนี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว








