"ศิริกัญญา-วีระยุทธ-ณัฐพงษ์" แท็กทีมกาง 4 ฉากทัศน์ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4.8 แสนล้านบาท พรรคประชาชนหวั่นงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านส่อถูก "ยัดไส้-รุมทึ้ง" ด้านหัวหน้าพรรคย้ำชัด หากสร้างความเสียหายร้ายแรง ผู้นำต้องกล้ารับผิดชอบถึงขั้นลาออก
วันที่ 8 ก.ค.2569 เวลา 09.55 น. ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล พร้อมด้วย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงหลังประชุมครม.เงาถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อจำแนกแผนงานบริหารเศรษฐกิจ พ.ศ. .... วงเงิน 4.8 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเงินก้อนหลังจำนวน 2 แสนล้านบาท ที่อ้างว่าใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า พรรคประชาชนได้วางฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ฉากทัศน์ใหญ่ และ 2 ฉากทัศน์ย่อย ดังนี้ 1.พ.ร.ก. ผ่านทั้งฉบับ ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญให้ความชอบธรรม รัฐบาลสามารถเดินหน้าโครงการต่อได้โดยฝ่ายค้านคงไม่ได้เรียกร้องอะไรเพิ่มเติม 2. พ.ร.ก. ไม่ผ่าน (ตกไป) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กรณีสะท้อนผลกระทบคือ ตกทั้งฉบับ จะนำไปสู่ความยุ่งยากขั้นรุนแรง เนื่องจากเงิน 2 แสนล้านบาทแรก ในโครงการ "ไทยช่วยไทย" และการเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐ รัฐบาลได้อนุมัติ กู้เงิน และเบิกจ่ายไปเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะต้องเผชิญความยุ่งยากในการหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทน และไม่ผ่านเฉพาะส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง แม้จะไม่อยู่ในอำนาจโดยตรงของศาลที่จะตัดเฉพาะส่วน แต่ในอดีตเคยมีแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองเงินส่วนที่ใช้ไปแล้ว ทำให้รัฐบาลมีความยุ่งยากน้อยลง และอาจออก พ.ร.ก. ฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทนได้
"หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. มีปัญหาจริง เราอยากเห็นรัฐบาลแสดงความรับผิดชอบให้ได้สัดส่วนกับปัญหาที่ตัวเองสร้างขึ้น เพราะเงิน 2 แสนล้านบาทหลัง นอกจากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจแล้ว ยังส่อแววว่าเป็นการปั้นโครงการเข้ามายัดไส้ โดยใช้วิกฤตและความเดือดร้อนของประชาชนบังหน้าพ่วงไปกับเงินเยียวยาก้อนแรก" น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
ด้านนายวีระยุทธ กล่าวเสริมว่า จากการติดตามรายละเอียดและพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยิ่งน่ากังวลใจเป็นพิเศษ เนื่องจากงบประมาณ 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ กลับไม่มีการตั้งเงื่อนไข ไม่มีแผนที่นำทาง (Roadmap) ที่ชัดเจน ว่าจะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเท่าใด และภายในระยะเวลาเท่าใดนอกจากนี้ ยังไม่มีการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำของโครงการใหญ่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด "โครงการเบี้ยหัวแตก" สอดไส้เข้ามา อีกทั้งเงื่อนไขของ พ.ร.ก. บังคับให้ต้องเร่งใช้เงินให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2570 ยิ่งซ้ำเติมให้เกิดความเสี่ยงที่จะมีการรุมทึ้งงบประมาณอย่างไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งหากเงินก้อนนี้หมดไปโดยไม่ได้เนื้อไม่ได้หนัง ประเทศไทยจะติดเพดานหนี้สาธารณะโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรกลับมาเลย
ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงจุดยืนทางการเมืองต่อกรณีดังกล่าวว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องได้สัดส่วนกับความเสียหาย หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการตรากฎหมายกู้เงินของรัฐบาลมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โทษนี้ย่อมร้ายแรงกว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีเคยขู่ว่าจะปรับรัฐมนตรีที่ "ผลงานไม่เข้าเป้า" เพราะนี่คือความผิดพลาดทางกฎหมายขั้นร้ายแรง
เมื่อถามว่า ความรับผิดชอบที่ว่านั้น ควรไปถึงขั้น "ยุบสภา" หรือ "ลาออก" หรือไม่ นายณัฐพงษ์ ตอบชัดเจนว่า "หากคำวินิจฉัยออกมาในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด และสร้างความเสียหายต่อการเงินการคลังของรัฐจนไม่สามารถเรียกคืนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย การลาออกก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรจะต้องทำ"
หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหาความเชื่อมั่นของรัฐบาลในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกิดจากรากเหง้าของที่มาของอำนาจ รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหายาเสพติด และการขาดความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนผ่านผลโพลความนิยมของนายกรัฐมนตรีที่ดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น ตัวนายกรัฐมนตรีเองต้องเป็นผู้ตอบคำถามให้ชัดเจนที่สุดว่าจะทบทวนและปรับปรุงตัวเองอย่างไร หลังจากที่ประชาชนได้ประเมินผลงานผ่านโพลแล้วว่า "ไม่ผ่าน" โดยพรรคประชาชนพร้อมจะประกาศท่าทีที่ชัดเจนอีกครั้งทันทีหลังทราบคำวินิจฉัยในวันพรุ่งนี้








