“ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร” สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เปิดข้อมูลเดือด แฉสารพิษโลหะหนักลำน้ำกกพ่นพิษ ทำญี่ปุ่นสั่งระงับนำเข้าสินค้าเกษตรอิมพอร์ตจากแม่อาย ท่องเที่ยวแทบปิดร้อยเปอร์เซ็นต์ อัดรัฐบาลสอบตกไร้งบเยียวยา ด้านทีมการทูตแนะใช้หมากเหนือชั้นบีบ "จีน" รับผิดชอบ หลังสหประชาชาติแฉ ถือหุ้นเหมืองแร่หายากในพม่าสูงถึง 90%
วันที่ 8 ก.ค.2569 เวลา 09.42 น. ที่รัฐสภา นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงข่าวถึงสถานการณ์การปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักจากการทำเหมืองแร่ข้ามแดนในพื้นที่ 6 ลำน้ำหลัก (ลำน้ำกก, ลำน้ำสาย, ลำน้ำลวก, แม่น้ำโขง, แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี) กระทบห่วงโซ่อาหารและเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คิด ว่า สารพิษที่ตรวจพบในปัจจุบันประกอบด้วย สารหนู ตะกั่ว และปรอท ซึ่งเป็นโลหะหนักที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงและเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรง ปัจจุบันสารพิษเหล่านี้ได้ปนเปื้อนในระบบน้ำ ตะกอนดิน ดินที่ใช้เพาะปลูก และสัตว์น้ำ จนกระทบต่อปากท้องของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“นอกจากภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ลำน้ำกกจะปิดตัวลงไปมากกว่า 80% จนแทบไม่มีลูกค้าแล้ว ล่าสุดผลกระทบยังลามไปถึงการส่งออกสินค้าเกษตร โดยในอดีตประเทศญี่ปุ่นเคยนำเข้าสินค้าเกษตรจากอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ฝั่งริมน้ำกก แต่ปัจจุบันฝ่ายญี่ปุ่นได้ประกาศหยุดนำเข้าสินค้าเหล่านั้นทั้งหมดแล้ว เนื่องจากกังวลเรื่องการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักในผลผลิต” นายภัทรพงษ์ กล่าว
สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนได้ยื่นข้อเรียกร้องเร่งด่วน 3 ข้อ ต่อรัฐบาลเนื่องจากพบว่าในงบประมาณปี 2570 ไม่มีงบประมาณจัดการปัญหานี้อย่างเป็นรูปธรรม เร่งเจียดงบกลางตรวจสารพิษเชิงรุก รัฐบาลต้องใช้งบกลางจัดทำฐานข้อมูลน้ำและดินบำบัดฟื้นฟูก่อนเกษตรกรเพาะปลูก และสนับสนุนงบประมาณปรับเปลี่ยนพืชเกษตรที่ไวต่อการดูดซึมโลหะหนัก ควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่ ออกกฎกระทรวงตรวจสอบการนำเข้าแร่จากเมียนมาร์อย่างเข้มงวด ป้องกันไม่ให้ไทยเป็นทางผ่านของแร่พิษ และแก้ปัญหาเฉื่อยชาในระดับสากล แฉกลไกภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกฯ เป็นประธาน ประชุมไปแค่ครั้งเดียวและไม่มีวาระนี้ ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น อัปเดตข้อมูลครั้งล่าสุดตั้งแต่เดือนเมษายน และที่หนักที่สุดคือ คณะทำงานของกระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคยจัดประชุมเลยตั้งแต่ตั้งขึ้นมาปีที่แล้ว ปล่อยให้ประชาชนขัดแย้งและเผชิญหน้ากันเองเหมือนเหตุการณ์ที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ด้าน นายพิศาล มาณวพัฒน์ ฝ่ายการต่างประเทศพรรคประชาชน กล่าวว่า เนื่องจากเหมืองแร่หลายแห่งในประเทศเพื่อนบ้านตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลที่รัฐบาลทหารเมียนมาร์เข้าไปไม่ถึง การเจรจาทวิภาคีกับพม่าเพียงอย่างเดียวจึงไม่ได้ผลและไม่มีความคืบหน้ามาตลอด 1 ปี ทางออกเดียวที่เบดเสร็จคือไทยต้องเปิดฉากเจรจากับ "ประเทศจีน" โดยตรง จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลจีนถือหุ้นสูงถึงร้อยละ 90 ในโรงงานเหมืองแร่หายาก ในเขตปกครองตนเองของเมียนมาร์ ซึ่งเป็นต้นตอของสารพิษที่ไหลลงสู่แม่น้ำสายหลักของไทย ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศต้องมีความกล้าหาญทางทูตในการยกประเด็นนี้ขึ้นมาเจรจากับฝ่ายจีนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้จีนเข้ามาควบคุมดูแลซัพพลายเชนไม่ให้ทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นการกู้ภาพลักษณ์ของทุนจีนในสายตาคนไทยด้วย
นายพิศาล กล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาลไทยเลิกโฟกัสแต่เรื่อง MOU 44 หรือการจัดประชุมอาเซียนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหารพม่า แต่ให้หันมาทำเรื่องที่เกิดประโยชน์กับประชาชนรากหญ้า ดังนี้ 1. กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นเจ้าภาพหลักเดินเกมนำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพราะมีความเชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์และการต่อรองมากกว่า 2.ส่งสัญญาณทางทูตให้จีนรู้ว่า "อย่ามองข้ามความสำคัญของไทย" (Don't take Thailand for granted) หากทุนจีนทำลายสิ่งแวดล้อมไทยต้องกล้าชน และ3. เล่นไพ่ใบอื่นขนานไปด้วย ปัจจุบันมี 4 ประเทศมหาอำนาจ ได้แก่ ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ที่แสดงความสนใจและเสนอตัวเข้าช่วยเหลือยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคนี้ รัฐบาลไทยควรเชิญทูตทั้ง 4 ประเทศเข้าพบหรือยกระดับออกข่าว เพื่อส่งสัญญาณกระตุ้นไปยังฝ่ายจีนให้เร่งรีบแก้ไขปัญหาต้นตอโดยเร็วที่สุด








