วันที่ 19 มิ.ย.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
“กระแสบีบ ‘ปรับ ครม.’ หรือนี่คือเวลาของ ‘นายกฯ อนุทิน’ ขุนศึกผู้กล้ารับจบศึก 9 ทัพทางการเมือง!”
เวลานี้ฝ่ายตรงข้ามจับจ้อง ขีดเส้นตายปั่นกระแสรายวันว่า “รัฐบาลชุดนี้จะพังพินาศ อยู่ได้ไม่เกินเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคมนี้แน่นอน” กระแสลือโหมกระพือไปไกล ส่วนหนึ่งต้องยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาว่า "รัฐบาลสอบตกเรื่องการสื่อสาร" ปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางการรับรู้ ชี้แจงช้า จนประชาชนสับสนและหลงเชื่อเกมจิตวิทยาของฝ่ายตรงข้าม
แต่ท่ามกลางความเงียบอันอึดอัดของรัฐบาล กลับมีผู้นำอยู่หนึ่งคนที่โดดเด่นขึ้นมาแบกรับอิฐแบกปูน ยืนหลักรับแรงปะทะจากปัญหาระดับชาติรอบทิศทาง โชว์ภาวะผู้นำสูงสุดชนิดที่สปอตไลท์ทุกดวงต้องจับจ้องไปที่ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่วันนี้ต้องเดินหน้าก้าวออกมารับศึกหนัก "9 ด้าน 9 ทัพทางการเมือง" เพื่อค้ำยันเสถียรภาพของบ้านเมืองเอาไว้:
1.ศึก THAI Passport: เผือกร้อนที่ฝ่ายค้านตั้งป้อมถล่มหวังล้มรัฐบาล แต่นายกฯ อนุทินเลือก "ลุยไฟ" ชนหน้างานเพื่อสะสางระบบ
2.ศึกที่ดินทับลาน: ปมเปลี่ยนป่าอุทยานเป็น สปก. ที่ซับซ้อน คาราซัง ท่านก้าวเข้ามาแบกรับและรับจบเองเพื่อความโปร่งใส
3.ศึกที่ดินเขากระโดง: ข้อพิพาทแหลมคมระดับชาติที่เป็นเป้าสายตา ท่านยืนหยัดใช้กลไกกฎหมายและกรมที่ดินพิสูจน์ตามความจริงแบบไม่หลบตา
4.ศึกมาเฟียภูเก็ต: ล้างบางทุนสีเทาและกลุ่มอิทธิพลข้ามชาติ กอบกู้ศักดิ์ศรีเมืองท่องเที่ยวด้วยความเด็ดขาดของสิงห์มหาดไทย
5.ศึก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน: แบกความรับผิดชอบและพร้อมรับการตรวจสอบเข้มข้น เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินขับเคลื่อนประเทศ
6.ศึกสยบกระแสปรับ ครม.: ประกาศเกณฑ์ KPI 1 ปี ดัดหลังเสียงขู่ 6 เดือนก็อยู่ยาก สยบความเคลื่อนไหวให้พรรคร่วมมีสมาธิทำงาน
7.ศึกทวงคืนพื้นที่ EEC: จัดระเบียบการกำกับดูแลพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเพื่อกุมบังเหียนทิศทางการลงทุนของประเทศ
8.ศึกปมยกเลิก MOU 44: ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติในพื้นที่ทับซ้อนผ่านกระบวนการกฎหมายสากลอย่างรัดกุม
9.ศึกรื้อกติกาและประสานรอยร้าว (การแก้ไขรัฐธรรมนูญ): สมรภูมิระดับมหภาคที่แหลมคมเมื่อพรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาล และ สว. เห็นไม่ตรงกัน แต่นายกฯ อนุทินก้าวเข้ามาเป็นแกนกลางประคองกติกาเพื่อไม่ให้กลายเป็นชนวนวิกฤตนอกสภา
พฤติกรรมที่ฝ่ายตรงข้ามล้อมกรอบรัฐบาลตั้งเดดไลน์จะเผด็จศึกให้ได้ภายในสองเดือนนี้ ในประวัติศาสตร์ชวนให้ผมคิดถึง "ศึกสงครามเก้าทัพ" (พ.ศ. 2328) ในยามที่ข้าศึกยกพลมาอย่างย่ามใจ ประกาศกร้าวว่าจะบุกถล่มให้ล่มสลายในเร็ววัน ข่าวลือกระจายจนไพร่ฟ้าหวาดกลัวเพราะขาดข้อมูลที่แท้จริง
แต่ด้วยภาวะผู้นำของ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงไม่เต้นไปตามเกมขู่ ทรงใช้ความนิ่งประเมินยุทธศาสตร์ แล้วส่งกองทัพหน้าไปสกัดจุดยุทธศาสตร์ที่ทุ่งลาดหญ้า ยันกองทัพหลักเอาไว้ ตัดเสบียง บดขยี้ความมั่นใจของข้าศึกจนแผนการบุกเร็วของฝ่ายตรงข้ามต้องพังทลายลงในที่สุด
การเมืองวันนี้ก็เช่นกัน การที่นายกฯ อนุทินออกมาตั้งเกณฑ์ API 1 ปี มันคือวิสัยทัศน์ของขุนศึกสงครามเก้าทัพ คือการ "ใจดีสู้เสือ" และ "นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว" ในเมื่อรัฐบาลสื่อสารสับสนจนประชาชนไม่มั่นใจ
นายกฯ อนุทินจึงเลือกที่จะใช้ "การกระทำและกรอบเวลาที่เด็ดขาด" เป็นตัวชี้วัด ยันศึกป่วนรัฐบาลช่วงกรกฎา-สิงหาไว้ด้วยผลงาน ใครทำจริงอยู่ต่อ ใครไม่มีผลงานก็หลุดไป เปลี่ยนเสียงขู่รายวันให้กลายเป็นกระบวนการทำงานที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด!
ในยามที่รัฐบาลขาดการชี้แจงจนสังคมสับสน และถูกฝ่ายตรงข้ามขีดเส้นตายท้าทายรายเดือน ประชาชนไม่ได้ต้องการคนที่พูดเก่งเพื่อแก้ตัวไปวัน ๆ แต่ต้องการผู้นำที่กล้าปักหลัก "รับจบศึก 9 ด้าน" และใช้ผลงานจริงมาเป็นคำตอบให้กับแผ่นดิน!
จำคำผมไว้... ขุนศึกที่กล้ารับจบทุกเรื่องในวันที่คนอื่นเงียบ คือคนที่จะได้นั่งกลางใจประชาชนในท้ายที่สุด
#สามารถเจนชัยจิตรวนิช #นายกอนุทิน #มหาดไทยทำทันที #สงครามเก้าทัพทางการเมือง #ภาวะผู้นำ #สยบข่าวลือรัฐบาล #รับจบเพื่อประชาชน #การเมืองไทยวันนี้








