วันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่บริเวณสยามสแควร์วัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ได้เปิดตัวป้ายหาเสียงรูปแบบใหม่ในลักษณะงานศิลปะบนบิลบอร์ดและสื่อดิจิทัล
โดยนายชัชชาติระบุว่าแนวคิดนี้เกิดจากการที่ไม่อยากให้ป้ายหาเสียงดูน่าเบื่อหรือรกเมือง จึงเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะเสมือนแกลเลอรีสาธารณะ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนโยบายโดยไม่ต้องมีเพียงแค่ใบหน้าหรือหมายเลขผู้สมัครเท่านั้น
โปรเจกต์นี้เป็นการร่วมมือกับศิลปินหลายท่าน โดยผลงานปัจจุบันเป็นของ คุณแก่น (สารัตถะ จึงเสถียรทรัพย์) จากเพจ Uninspired by Current Events ที่นำนโยบายทั้ง 251 ข้อ มาตีความย่อยเป็นรูปภาพศิลปะ เช่น เรื่องขยะ สัตว์เลี้ยง การศึกษา และพื้นที่สีเขียว ซึ่งใช้ฉายบนจอขนาดใหญ่เพียงครั้งละ 15 วินาที ทำให้ใช้งบประมาณน้อยและช่วยให้เมืองมีสีสันตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนจะหมุนเวียนเปลี่ยนศิลปินท่านอื่นต่อไป
นอกจากนี้ยังมีป้ายที่ประตูลิฟต์ภายใต้แนวคิด "เอ้าเปิด" ซึ่งต่อยอดมาจากช่วงที่เปิดสะพานถนนพรานนกตัดใหม่ เพื่อสะท้อนถึงการทำงานในอนาคตที่ต้องรวดเร็ว ยึดประชาชนเป็นหลัก และไม่มีพิธีรีตองที่เยิ่นเย้อ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การใช้ป้ายศิลปะแทนใบหน้าจะทำให้การจดจำของผู้คนลดลงหรือไม่ นายชัชชาติตอบว่า ตนไม่ได้กังวลในเรื่องนี้เพราะต้องการให้เมืองมีความรื่นรมย์และสร้างสรรค์ ส่วนเรื่องหมายเลขเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้อยู่แล้ว แต่อาจจะมีป้ายรูปแบบปกติเสริมในพื้นที่ชุมชนบ้างเพื่อให้เข้าถึงผู้สูงอายุ พร้อมย้ำว่าแม้ร่างกายจะเก่าไปตามเวลาแต่ความคิดของทีมงานใหม่เสมอ
ผู้สื่อข่าวถามถึงผลตอบรับของแคมเปญนี้ นายชัชชาติกล่าวว่าทีมงานและศิลปินรู้สึกสนุกที่ได้นำศิลปะมาผนวกกับการเมืองเพื่อสร้างมิติใหม่ให้เมือง ส่วนเสียงตอบรับจากประชาชนนั้นกำลังรอติดตามอยู่
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายคริส โปตระนันทน์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ จะออกมาแถลงเรื่องการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการ กทม. นายชัชชาติ ชี้แจงว่าตนยินดีรับฟังข้อมูลและพร้อมรับการตรวจสอบ หากมีหลักฐานชัดเจนขอให้ไปแจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทันที ไม่ควรเพียงแค่พูดในช่วงที่มีการเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ามีการฝากคำถามถึง กทม. ว่ามีการซื้อตำแหน่งกับใคร นายชัชชาติระบุว่าตนไม่ทราบข้อมูลและขอให้ผู้ที่พูดต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง หากเป็นการให้ข้อมูลเท็จเพื่อดิสเครดิตผู้สมัครในช่วงเลือกตั้งอาจมีความผิดทางอาญา ซึ่งทีมกฎหมายกำลังติดตามอยู่ พร้อมยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำเรื่องทุจริตเพราะเจ้านายที่แท้จริงคือประชาชน และหากรับคนที่ซื้อตำแหน่งเข้ามาทำงาน นโยบายต่างๆ ก็จะไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
“เรื่องซื้อขายตำแหน่งเราไม่ทำอยู่แล้ว เพราะมันเป็นจุดแห่งความหายนะ ถ้าท่านมีหลักฐานชัดเจนก็ขอให้ไปแจ้ง ป.ป.ช. เลย อย่ามาแต่พูดอย่างเดียว โดยเฉพาะช่วงเลือกตั้งแบบนี้ที่การให้ข้อมูลผิดๆ อาจมีผลทางอาญา ผมเชื่อว่าไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะไปทำแบบนั้น เพราะเจ้านายเราคือประชาชน ถ้าเราตั้งทีมงานที่ทุจริตหรือซื้อตำแหน่งเข้ามา แล้วเราจะได้ผลงานได้ยังไง เพราะเขาต้องไปทุจริตต่อ สุดท้ายนโยบายเราก็ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างแน่นอน อนาคตเรายังอีกไกล”
สำหรับประเด็นเรื่อง "ระบบอากง" ที่มีการโจมตีเรื่องการโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม นายชัชชาติชี้แจงว่าคำนี้เป็นเพียงคำที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงตนรับผิดชอบการตัดสินใจทั้งหมดและยึดหลักการเลือกคนเก่งคนมีความสามารถเข้ามาทำงาน ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็สะท้อนถึงประสิทธิภาพของทีมงานที่แต่งตั้งขึ้น
"ระบบอากงนี้ จริงๆ แล้วที่ผ่านมาท่านต่อศักดิ์ (โชติมงคล) ก็เจอสมาชิกของพรรคนี้ตลอด ก็คุยกันตลอดไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอมาใกล้เลือกตั้งก็เกิดมีปัญหาขึ้นมา ก็ยินดีรับการตรวจสอบ การแต่งตั้งโยกย้ายนโยบายคือต้องเอาคนที่เก่งและมีความสามารถ ซึ่งผลงานที่สะท้อนออกมาก็คือผลงานของเจ้าหน้าที่ที่เราแต่งตั้งขึ้นมา"
ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์จะรุนแรงขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายหรือไม่ นายชัชชาติ กล่าวว่าตนไม่กังวลและถือเป็นเรื่องปกติของการเมืองที่จะมีประเด็นเหล่านี้ออกมาในช่วงท้าย
เมื่อถูกถามถึงปัญหาในกรุงเทพฯ ที่ถูกวิจารณ์ว่าทำไมพบมากขึ้นในช่วงหาเสียง นายชัชชาติ มองว่าปัญหาของเมืองที่มีประชากร 10 ล้านคนนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ตนยินดีน้อมรับคำติเพื่อนำไปพัฒนาต่อไป โดยเชื่อว่าผลงานจากการที่น้ำท่วมลดเร็วขึ้นหรือการศึกษาที่ดีขึ้นจะสะท้อนออกมาในผลการเลือกตั้งเอง
ในช่วงท้าย นายชัชชาติ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ตนไม่เคยแต่งตั้งอาจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคม (KT) ในสมัยของตนแต่อย่างใด โดยตำแหน่งประธานบอร์ด KT นั้น ตนได้แต่งตั้งอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ส่วนตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชของอาจารย์สุรพลนั้น ท่านดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนที่ตนจะเข้ามาบริหาร และเป็นกระบวนการคัดเลือกภายในของสถาบันการศึกษาซึ่งตนไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง








