เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยแนะนำนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เปิดรับฟังความเห็นทุกฝ่าย เพื่อมีส่วนร่วมผลักดันโครงการ TH-AI Passport งบประมาณ 1.6 พันล้านบาท ให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพสอดคล้องการเปลี่ยนประเทศเข้าสู่ยุคสมัยของ AI
“DE ควรเปิดรับฟังความเห็นต่างๆ ของฝ่ายค้านและผู้ชำนาญการทักท้วงมาประกอบการตัดสินใจ สิ่งสำคัญควรเปิดกว้างและชวนแต่ละฝ่ายมาร่วมคิดร่วมทำด้วยกัน”นายจตุพร ย้ำ พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้การศึกษาของไทยล้าหลังมาก โดยคนส่วนใหญ่พูดภาษาที่สองไม่ได้ ดังนั้นจึงถูกหลอกได้ง่าย
อีกทั้งกล่าวว่า เทคโนโลยี AI ไปไกลมากสามารถทำอะไรได้แทบทุกอย่าง ดังนั้น การพาคนไทยเข้าสู่ยุค AI รัฐควรเป็นเจ้าภาพและต้องใช้งบประมาณให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ ยกระดับพัฒนาคุณภาพคนไทยให้ทันสมัย ได้เข้าถึงรับรู้เทคโนโลยีเพื่อปกป้องการถูกหลอก
นอกจากนี้ DE ควรคิดการใหญ่ เปิดให้ฝ่ายค้านตรวจสอบและชวนเข้าร่วมผลักดันโครงการเพื่อวางรากฐานประเทศ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนจากความล้าสมัยให้ทันสมัย ดังนั้นจึงหวังว่า จะได้ปรับเปลี่ยนวิธีการและตั้งหลักเทคโนโลยีเพื่อยึดผลประโยชน์ประเทศชาติในวันข้างหน้ากันได้สักที
นายจตุพร กล่าวว่า กระทรวงศึกษา กระทรวงรอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กสทช. ควรเข้าร่วมออกแบบวางแผนเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศ โดยเน้นรักษาอัตลักษณ์รากเหง้าของชาติให้สอดคล้องกับยุคสมัยเพื่อพลิกโฉมใหม่ก้าวทันโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อ AI จะทำให้คนตกงานมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ต้องคิดเหนือกว่า AI เพราะมนุษย์ถ้าไม่ได้ใช้สมองก็จะฝ่อได้เหมือนกัน
"ประชาชนต้องเข้าถึงข้อมูลด้วยความเท่าทัน ถ้าประเทศมีประชากรมากคุณภาพ เราจะได้ผู้ปกครองที่มีคุณภาพ ดังนั้น รัฐต้องคิดถึงการปรับตัว การเปลี่ยนแปลงให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ประเทศล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ”
ส่วนการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.นั้น นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อพรรคประชาชนประกาศแต่งตั้ง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่า กทม.จึงถูกแรงต่อต้านจากกองเชียร์และคนภายในพรรคประชาชนเสียเอง
สิ่งสำคัญพรรคประชาชนก่อนหน้านี้พยายามอธิบายภาพลักษณ์ของพรรคเป็นฝ่ายก้าวหน้า เป็นเสรีประชาธิปไตย เมื่อแต่งตั้ง อ.สุรพล ซึ่งรับรู้มีจุดยืนการเมืองอิงแอบกับรัฐบาลยึดอำนาจ จึงเกิดแรงกระแทกจากผู้สนับสนุนพรรค ดังนั้น การเปิดตัวจึงไม่ปังแต่กลับแป๊ก และซ้ำเติมความนิยมที่ลดต่ำตามหลังชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อย่างมาก
ขณะที่ชัชชาติ หาเสียงอย่างเรียบง่าย แต่ถูกจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.เพื่อไทย กล่าวหากรณีแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการ กทม. และจะยื่นร้องเรียน ปปช. อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวครั้งนี้ย่อมทำให้ชัชชาติ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะได้พ้นจากข้อครหามีพรรคเพื่อไทยสนับสนุน ดังนั้นกรณีเช่นนี้จึงทำให้ความนิยมเปลี่ยนทันที
อีกทั้งกล่าวว่า การหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่า กทม.เพิ่งเริ่มต้น แต่ชัชชาติ ยังหาผู้สมัครผู้ว่า กทม. คนใดมาแข่งขันอย่างสูสีได้เลย ยิ่งผู้สมัครจากพรรคประชาชนมาสดุดในการแต่งตั้งประธานยุทธศาสตร์ผู้ว่า กทม. ดังนั้น ชัชชาติ จึงแทบไร้คนมาเทียบเคียงความนิยม
"ผมแปลกใจว่า พรรคประชาชนน่าจะเรียนรู้ตอนเปิดตัวทีมบริหารประเทศเมื่อครั้งเลือกตั้ง สส. ทั้งที่ความจริงเปิดทีหลังเขายังได้แต้มน้อยกว่า จึงเป็นบทเรียนซ้ำทำกระแสเลือกตั้งผู้ว่า กทม. แย่กว่าเดิมไปอีก”








