สว. นรเศรษฐ์ ประกาศขอเลื่อนญัตติทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ออกไป 1 สัปดาห์ เปิดทางกรรมาธิการเตรียมข้อมูลจริงโต้รัฐบาล หวั่นซ้ำรอยความล้มเหลว EEC ทำภาคใต้สูญเสียอัตลักษณ์ จี้รัฐมนตรีตอบปม "สงครามตะวันออกกลาง" แค่ข้ออ้างบางเบา
วันที่ 5 พ.ค.2569 เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. กล่าวถึงการยื่นญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่า ตนตัดสินใจจะขอที่ประชุมลื่อนการพิจารณาญัตตินี้ออกไปเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการหลายคณะ อาทิ กรรมาธิการพัฒนาการเมือง และกรรมาธิการคมนาคม สนใจจะร่วมอภิปรายเป็นจำนวนมาก แต่ต้องการเวลาในการสรุปรายงานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อน คาดว่าน่าจะเป็นวันที่ 11 พ.ค.
“ผมไม่อยากให้การอภิปรายเกิดขึ้นเพียงเพราะความรู้สึก แต่ต้องใช้ฐานข้อมูลจริงเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่รอบด้านที่สุด” นายนรเศรษฐ์กล่าว
นายนรเศรษฐ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสของโครงการว่า แลนด์บริดจ์ไม่ได้ถูกระบุไว้ในนโยบายหาเสียงหรือคำแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ ทำให้สังคมเกิดคำถามว่าเป็นการรีบเร่งเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหรือเพื่อ “ปิดดีล” ผลประโยชน์บางอย่างหรือไม่ ตนกังวลต่อการนำโมเดลกฎหมาย EEC มาใช้กับระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) โดยมองว่าอำนาจแบบ Fast Track อาจสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ของภาคใต้ ดังที่เคยเกิดขึ้นกับภาคตะวันออกที่กลายเป็นแหล่งทุนสีเทาและประสบปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก
เมื่อถามว่ารัฐบาลยกสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางมาเป็นเหตุผลในการเร่งสร้างแลนด์บริดจ์ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า เป็นเหตุผลที่ “บางเบาเกินไป” เพราะหากพื้นที่ใดกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญท่ามกลางความขัดแย้ง พื้นที่นั้นย่อมมีความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์สูงตามไปด้วย ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนเรื่องการรักษาสมดุลอำนาจหรือกลไกการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า อยากให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม เตรียมความพร้อมมาชี้แจงกระทู้ถามในสภาฯ พร้อมเสนอว่าโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบสูงเช่นนี้ ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและต้องผ่านการทำ “ประชามติแบบเสียงข้างมากสองชั้น” (Double Majority) คือคนทั้งประเทศต้องเห็นชอบ และคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต้องให้การยอมรับด้วย โครงการจึงจะเดินหน้าได้อย่างสง่างาม
เมื่อถามว่าในวันที่ 8 พ.ค.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินทางไปรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า อยากให้การลงพื้นที่ไปรับฟังความเห็นของประชาชนจริงๆ คือไม่ใช่แค่ไปอธิบายให้ประชาชนฟังว่าโครงการนี้มีประโยชน์อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารทำมาตลอดว่าลงไปแทนที่จะรับฟังเสียงจากผู้มีผลกระทบ กลับกลายเป็นว่าลงไปแล้วก็ไปอธิบายว่าโครงการเหล่านี้มีผลดีอย่างไร เหมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมว่าได้ลงพื้นที่รับฟังแล้ว แต่ว่าการรับฟังเสียงของประชาชนที่แท้จริงคือประชาชนต้องมีบทบาทในการตัดสินใจด้วย อย่างไรก็ตามข้อเสนอ รายงานของกรรมาธิการน่าจะออกมาในสมัยประชุมนี้ ซึ่งตนเห็นว่ารายงานทุกอย่าง ข้อเสนอ ผลการศึกษาทุกอย่างต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใสให้ประชาชนได้รับทราบ และสุดท้ายคนที่ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าหรือไม่เดินหน้าโครงการนี้ควรจะต้องเป็นประชาชน
“ผมคิดว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนควรจะต้องผลักดันถึงระดับการทำประชามติ ในโครงการนี้ควรจะเป็นประชามติใน 2 ระดับด้วยซ้ำ คือประชามติใน double majority ในที่คนทั้งประเทศได้ออกเสียงแล้วก็คนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเอง ก็ต้องเป็น double majority ที่จะต้องให้ความเห็นชอบในการเดินหน้าด้วย ถ้าจะมีการดำเนินการโครงการนี้”นายนรเศรษฐ์ กล่าว








