กมธ.การพัฒนาการเมือง สว. เตรียมเดินสายพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ 19 มิ.ย. นี้ พร้อมทำหนังสือเชิญตัวแทนทุกพรรคการเมืองร่วมโต๊ะเสวนา หวังหาขอบเขตและรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือก สสร. ตั้งเป้าเป็น "ประตูบานแรก" ปลดล็อกปมขัดแย้ง ย้ำต้องสร้างความชัดเจน-ชอบธรรม ดีกว่ากลัวจนปิดกั้นสิทธิ์ประชาชน
วันที่ 2 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากรณ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
นายนรเศรษฐ์ เปิดเผยว่า ทาง กมธ. ได้ทำหนังสือขอเข้าพบเพื่อปรึกษาหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีกำหนดการจะเข้าพบนายนนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ เวลา 10.00 น. เพื่อหาข้อสรุปและขอบเขตที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การเดินสายเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มีชนวนเหตุมาจากข้อถกเถียงในอดีตเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ซึ่งยังไม่มีขอยุติที่ชัดเจนว่า ประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดตั้งคูหาเลือกตั้งเพื่อเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)
ด้วยเหตุนี้ นายนรเศรษฐ์ ระบุว่า ตนจะทำหนังสือเชิญตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองที่เคยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้เข้าร่วมรับฟังและหารือพร้อมกันในวันดังกล่าว เพื่อเป็นการร่วมกันหาทางออกและสร้างความชัดเจนร่วมกันของทุกฝ่าย
"ที่มีประเด็นถกเถียงกันว่า สภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรงนั้น แล้วเราจะสามารถกำหนดวิธีให้เป็นการเลือกทางอ้อม หรือจัดให้มีคูหาเลือกตั้งได้หรือไม่ ประเด็นเหล่านี้คือสิ่งที่ กมธ. อยากหาความชัดเจน เพื่อนำไปพูดคุยต่อในชั้น กมธ. แก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้ทุกฝ่ายหาฉันทามติร่วมกันได้ง่ายกว่าการพูดคุยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา" ประธาน กมธ.การพัฒนาการเมือง สว. กล่าว
นายนรเศรษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าหารือกับศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ถือเป็นประตูบานแรกที่ทุกฝ่ายต้องพิจารณาร่วมกันว่าขอบเขตทางกฎหมายอยู่ตรงไหน หากในอนาคตมีผู้ต้องการคำวินิจฉัยและยื่นคำร้องต่อศาลอย่างเป็นทางการ และจำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย ทาง กมธ. ก็พร้อมที่จะรอเพื่อให้เกิดความชัดเจน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อการันตีว่า ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และทำให้กระบวนการทั้งหมดเกิดความชอบธรรมสูงสุด มากกว่าการที่จะมานั่งตีความข้อกฎหมายกันไปเอง หรือเกิดความวิตกกังวลจนนำไปสู่การจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในที่สุด








