"ภัณฑิล" จี้ กกต. แจงปมประเมิน "แสวง บุญมี" หวั่นอ้างเปลี่ยนตัวเลขาฯ แช่แข็งคดีฮั้ว สว.
วันที่ 5 มิ.ย.69 ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กรรมาธิการฯ ได้มีการเรียก กกต. มาชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาการเลือกตั้ง สส. และคดีฮั้ว สว. ปี 2567
แต่ปรากฏว่าทาง กกต. ไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมชี้แจง แม้จะมีการทำหนังสือเชิญล่วงหน้าถึง 2 สัปดาห์ และหน่วยงานอื่นอย่างอัยการสูงสุด กฤษฎีกา และกรมการปกครองจะเดินทางมากันอย่างพร้อมเพรียง แต่ กกต. กลับส่งหนังสือแจ้งล่วงหน้าเพียง 2-3 วันก่อนวันนัด โดยอ้างว่าติดภารกิจจัดการเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครและพัทยา นายภัณฑิลเห็นว่าเป็นการหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เนื่องจากหน้าที่ดังกล่าวสามารถมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการดำเนินการแทนได้
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวหนาหูว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. อาจไม่ผ่านผลการประเมินผลงานรายปี ซึ่งหากได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 60 คะแนน อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาจ้างตามระเบียบได้ เรื่องนี้มีความสอดคล้องกับดัชนีชี้วัดความโปร่งใสจากการประเมินของภาคประชาสังคมและระบบ AI ที่พบว่ากระบวนการเลือกตั้งของไทยได้คะแนนต่ำกว่าร้อยละ 50 ซึ่งน้อยกว่าประเทศในระดับเดียวกันอย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย
"เลขาธิการ กกต. จะอยู่หรือจะไป เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องชี้แจงตามหลักการบริหารงานบุคคล แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ กกต. กำลังทำให้ระบบการเลือกตั้งเกิดสูญญากาศ หรือจะจับท่านแสวงเป็นแพะรับบาปหรือไม่ ในจังหวะที่สังคมกังวลว่าจะมีการเป่าคดีฮั้ว สว. หรือทำให้สำนวนอ่อนแรงลง ผมจึงขอยืนยันว่าคุณเปลี่ยนคนได้ แต่ต้องไม่เปลี่ยนความรับผิดชอบต่อคดีใหญ่ของประเทศ อย่าใช้ข้ออ้างการเปลี่ยนตัวมาแช่แข็งคดีเหล่านี้เอาไว้เด็ดขาด"
ความกังวลใจสำคัญของนายภัณฑิลคือความต่อเนื่องของสำนวนคดีฮั้ว สว. 2567 ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลว่าความผิดถูกขยายผลจาก 8 ราย ไปยัง 7 กลุ่มผู้สมัคร และมีหลักฐานชัดเจนทั้งเส้นทางเงินรวมถึงประวัติการสื่อสารผ่านกลุ่มไลน์จำนวนมาก แม้ทาง DSI จะมีการชี้มูลฐานความผิดเรื่องการซ่องสุมอั้งยี่และการฟอกเงินไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และชุดที่ 36 อาจมีความพยายามวินิจฉัยเพื่อ "ฟอกขาว" ให้กับกรณีดังกล่าว ซึ่งขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
ล่าสุดศาลฎีกายังได้มีคำพิพากษาจำคุกผู้สมัคร สว. เป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาแจ้งคุณสมบัติอันเป็นเท็จ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสของการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ กรรมาธิการฯ จึงได้มีมติแต่งตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อศึกษากระบวนการจัดการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. เพื่อจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบบาร์โค้ดหรือการจัดกลุ่มอาชีพ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำรอยในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ทั้งนี้ นายภัณฑิลได้ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อต่อ กกต. ประกอบด้วย 1. เปิดเผยหลักเกณฑ์และสถานะการประเมินผลงานของเลขาธิการ กกต. ให้ชัดเจน 2. ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่มีการเกิดสูญญากาศในคดีสำคัญหากมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร 3. เปิดเผยสถานะสำนวนคดีฮั้ว สว. ว่าเข้าสู่วาระการพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่แล้วหรือไม่ และมติจะมีผลต่อการทำงานของ DSI อย่างไร และ 4. ให้สำนักงาน กกต. ส่งตัวแทนระดับสูงเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ โดยเร็วที่สุดเพื่อตอบคำถามที่สังคมยังสงสัย โดยกล่าวย้ำว่าแม้ตำแหน่งเลขาธิการจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามวาระ แต่ความรับผิดชอบต่อคดีสำคัญที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศเป็นสิ่งที่คณะกรรมการ กกต. ทั้ง 7 ท่านต้องรับผิดชอบอย่างเลี่ยงไม่ได้
#ภัณฑิลน่วมเจิม #กกต #แสวงบุญมี #ฮั้วสว #เลือกสว #คดีฮั้วสว #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #คณะกรรมการการเลือกตั้ง #สว








