วันที่ 2 เม.ย.69 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และ ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ค่าการกลั่นแตะ 14 บาทแล้ว! เก็บลาภลอยได้ไหม เก็บเท่าไหร่ดี ระบุว่า
การเปลี่ยนแปลงของ “ค่าการกลั่น” ส่งผลต่อราคาน้ำมันโดยตรง เพราะเมื่อสองปีก่อน (2567–68) ค่าการกลั่นอยู่ที่ระดับ 1.7–2.3 บาท
แค่ “บาทสองบาท” ต่อลิตรเท่านั้น
เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง ค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขยับขึ้นมาที่ 7.2 บาท ซึ่งก็นับว่าสูงมากแล้ว
แต่เฉพาะวันนี้เอง (1 เมษายน) ค่าการกลั่นพุ่งกระโดดไปอยู่ที่ 13.9 บาท!
ดังที่รู้กันว่าค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น เพราะสะท้อนเพียงอัตรากำไรขั้นต้น โรงกลั่นอาจต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย ฯลฯ แต่ด้วยอัตราก้าวกระโดดของค่ากลั่นที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว ก็เพียงพอแล้วที่รัฐควรเข้าไปประเมินการเก็บ “ภาษีลาภลอย” หรือ windfall tax แบบจริงจัง
และต้องบอกว่าภาษีลาภลอยไม่ใช่เรื่องผิดปกติของเศรษฐกิจทุนนิยม
อย่างประเทศสหภาพยุโรปก็มีการเก็บภาษีลาภลอยอัตราตั้งแต่ 33% ไปจนถึง 80% ของกำไรส่วนเกิน
ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน สหภาพยุโรปหรือ EU ตัดสินใจใช้มาตรการภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินกลับมาช่วยเหลือประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยออกแนวทางว่าประเทศสมาชิกสามารถกำหนดอัตราภาษีลาภลอยอย่างน้อย 33% สำหรับ “กำไรส่วนเกิน” ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกำไรปกติในช่วงปีก่อนหน้า
จนทำให้ EU ได้เงินภาษีลาภลอยทั้งหมด 6,850 ล้านยูโร หรือประมาณ 250,000 ล้านบาท ในปี 2565
ถ้าประเทศไทยจะตามรอย EU ก็มี 4 เรื่องที่ต้องตัดสินใจ คือ
1.จะเก็บอัตราภาษีลาภลอยเท่าไหร่
2.จะเก็บจากรายได้หรือกำไร
3.จะเก็บจากธุรกิจไหนบ้าง
4.จะเก็บนานแค่ไหน
เช่น ไอร์แลนด์เรียกเก็บจากธุรกิจขุดเจาะ สกัด และโรงกลั่น โดยเก็บที่อัตรา 75% ของกำไรส่วนเกิน (ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกำไรปกติ โดยละเว้นกำไรส่วนเกิน 20% แรกให้)
ส่วนสโลวีเนียเป็นสายโหด เก็บถึง 80% ของกำไรส่วนเกิน ในขณะที่สเปนเก็บที่อัตรา 1.2% แต่ไปเก็บจากรายได้ โดยเก็บจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และไฟฟ้า
สรุปอีกทีครับ ว่าในเศรษฐกิจทุนนิยม มาตรการ “ภาษีลาภลอย” ทำได้ ทำมาแล้ว
แต่ต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนเรื่องตัวเลข ขอบเขตธุรกิจ และระยะเวลาที่บังคับใช้








