วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อเอาผิดอดีต สส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน โดยผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากที่ ป.ป.ช. ชุดใหญ่มีมติออกมาแล้ว กระบวนการหลังจากนี้พรรคมีการเตรียมคำร้องหรือข้อต่อสู้อย่างไรบ้าง นายพริษฐ์ระบุว่า ทางพรรคยืนยันว่าการดำเนินการของอดีต สส. ทั้ง 44 คนในการเสนอร่างกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง
โดยพรรคประชาชนจะดำเนินการเต็มที่เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ทั้งในเชิงกฎหมายและสื่อสารกับประชาชนในเชิงสังคม สำหรับขั้นตอนถัดไปคือ ป.ป.ช. จะยื่นเรื่องไปที่ศาล หากศาลรับเรื่องจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ซึ่ง นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ได้เตรียมมาตรการและคำร้องเพื่อขอต่อศาลว่าหากรับเรื่องแล้ว ไม่ควรนำไปสู่การสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
"การเสนอชื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาเป็นเรื่องที่ สส. ไม่ว่าพรรคไหนหรือยุคสมัยไหนควรจะกระทำได้ หากเสนอไปแล้วมีฝ่ายใดไม่เห็นด้วย ก็สามารถใช้กระบวนการสภาในการพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่างได้ และท้ายที่สุดหากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย กฎหมายนั้นก็ตกไปตามกระบวนการ หรือหากมีการโต้แย้งว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็มีขั้นตอนในสภาที่สามารถยื่นเรื่องให้ตีความได้ ดังนั้นการเสนอชื่อกฎหมายไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เรื่องอนาคตของพรรค แต่มันคืออนาคตของประเทศว่าเราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหนที่ต้องมีความกังวลใจในการทำหน้าที่เสนอชื่อร่างกฎหมายเข้าสู่สภา อย่างไรก็ตาม ขอพูดแทนเพื่อน สส. ทั้ง 10 คน ที่ปัจจุบันปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 ทุกคนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากมี"
ผู้สื่อข่าวถามถึงข้อต่อสู้เกี่ยวกับประเด็นผู้นำฝ่ายค้านหากมีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายพริษฐ์ชี้แจงว่าประเด็นที่ นพ.วาโย ยื่นไปนั้นเป็นเพียงข้อต่อสู้ในชั้นที่จะมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่เท่านั้น และขอให้ยึดคำชี้แจงของ นพ.วาโย เป็นหลักเพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับข้อเท็จจริง พร้อมกันนี้ยังฝากถึงสังคมว่าอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า สส. ทั้ง 44 คนถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว เพราะตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการยื่นคำร้อง และแม้หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังไม่ใช่บทสรุปว่ามีความผิด ซึ่งต้องต่อสู้กันในชั้นศาลต่อไปซึ่งอาจใช้เวลาพิจารณาอีกระยะหนึ่ง
"มีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมกังวลมากกว่าคือระบบการเมืองไทย หากเหตุการณ์นี้เกิดกับพรรคอื่น ผมก็จะพูดแบบเดียวกันเพราะเป็นหลักการที่ทุกพรรคควรยืนหยัดร่วมกัน"
ผู้สื่อข่าวถามถึงการประชุมพรรคที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ นายพริษฐ์อธิบายว่าเป็นการประชุมสามัญประจำปีตามปกติเพื่อหารือกับสมาชิกพรรคเกี่ยวกับการทำงานเพื่อประเทศในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ส่วนวาระการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ เช่น หัวหน้าพรรค หรือตำแหน่งอื่น ๆ นั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน เคยพูดถึงความเป็นไปได้ในฉากทัศน์ต่างๆ ไว้แล้ว แต่ต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการทางกฎหมายก่อน







