การเมืองทั่วไป

"ฝ่ายค้าน" จี้ "รัฐบาล" เร่งแก้ "ฝุ่นพิษ" ชี้ "9จว.ภาคเหนือ" อ่วมหนัก "ภัทรพงษ์" ท้า "สุชาติ" ทิ้งเก้าอี้ ถ้าไม่หยิบพรบ.อากาศสะอาดพิจารณา

แชร์ข่าว

วันที่ 1 เม.ย.2569 เมื่อเวลา 14.15 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานในการประชุม ซึ่งได้พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยมีสส.ฝ่ายค้าน และรัฐบาล ร่วมเสนอญัตติด่วน 4 คน ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย

โดยนายภัทรพงษ์ กล่าวเสนอญัตติว่า ขณะนี้ 9 จังหวัดภาคเหนือประเทศไทยกำลังป่วยหนักจากอากาศพิษ ฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นผลมาจากการละเลยการแก้ปัญหาของรัฐบาล ขณะนี้่จ.เชียงใหม่มีค่าฝุ่น 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร บางพื้นที่พุ่งสูงถึง 700 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เด็กเข้าโรงพยาบาลหลายคน บางคนต้องเข้าไอซียู และบางคนเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดในระยะยาว

กลุ่มที่น่าห่วงคือกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วยติดเตียง กระทบกับภาคการท่องเที่ยว เป็นสิ่งที่รู้กันมาทุกปีว่าในเดือนมี.ค.-เม.ย.จะมีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดจากการเผาและมลพิษข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่งบประมาณการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเรื่องการดับไฟป่า รัฐบาลละเลยการแก้ปัญหาประชาชนและข้อเสนอในสภาฯ ละเลยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างรวมถึงการแก้ปัญหาวิกฤตฉุกเฉิน

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ 9 จังหวัดภาคเหนือเข้าข่ายเป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว ควรเร่งประกาศให้ 9 จังหวัดภาคเหนือเป็นเขตภัยพิบัติ เพื่อให้มีงบประมาณมาแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยรัฐมนตรีมหาดไทยต้องมานั่งหัวโต๊ะและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องมลพิษข้ามแดนต้องใช้การเจรจาระหว่างประเทศ แจ้งไปยังศูนย์ภัยพิบัติอาเซียนขอความช่วยเหลือประเทศอาเซียนมาจัดการปัญหา เพราะต้นตอไม่ได้อยู่เฉพาะประเทศไทย แต่ยังมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

เพราะฉะนั้นจึงต้องให้ศูนย์ภัยพิบัติอาเซียนมาช่วยเจรจาฝุ่นพิษในประเทศอาเซียน รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.5 ล้านตันต่อปีเป็นข้าวโพดที่มาจากการเผาหรือไม่ เพราะมีการเปิดช่องโหว่ให้มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มาจากการเผา เราไม่สามารถตรวจสอบได้จากประกาศกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน

นายภัทรพงษ์ กล่าวอีกว่า วิกฤตขณะนี้ตนไม่สนว่าครม.ชุดใหม่จะมาด้วยวิธีการไหน แต่ท่านมีอำนาจ และงบประมาณอยู่ในมือแล้ว ลุกขึ้นมาทำงาน หากทำไม่เป็น ขอให้เปิดใจรับฟัง เพราะประชาชนอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว ในอดีตพรรคแกนนำรัฐบาลในปัจจุบันเคยระบุว่านี่ไม่ใช่เวลาที่เราจะเดินไปข้างหน้า แต่นี่คือเวลาที่เราต้องหยุดแล้วถอยมาหนึ่งก้าวแล้วให้ความสำคัญกับภัยพิบัติ ยังจำคำพูดของตัวเองได้หรือไม่ แล้วตอนนี้การกระทำเป็นอย่างไร ภัยพิบัติกลับมาอีกแล้ว ทำได้สักอย่างหรือไม่ อย่าดีแต่ลมปาก แต่ทำจริงไม่ได้สักอย่าง ที่ผ่านมาปล่อยให้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดตกไป หากสิ่งที่ตนพูดไม่เป็นความจริง ขอให้ตัวแทนครม.ลุกขึ้นมาพูดให้ประชาชนคลายความกังวล

“หากรัฐบาลชุดนี้ไม่หยิบร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณาภายในวันที่ 13 พ.ค. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี หากเป็นเช่นนี้ประชาชนจะสบายใจ

ขอให้รัฐบาลเอาความรู้สึก เอาความทุกข์ของประชาชนมาใส่ในใจตัวเองบ้าง เลิกทำงานด้วยการสั่งและขู่ให้ผู้ว่าฯ ไปขู่ปลัดอำเภอ ปลัดอำเภอก็ไปขู่คนดับไฟ จนคนดับไฟต้องเข้าไปดับไฟทุกวัน จนล่าสุดมีคนดับไฟเสียชีวิตจากการเข้าไปดับไฟป่า คำขู่แบบนี้แก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ ขอให้เลิกทำงานด้วยคำขู่แล้วหันมาใช้มันสมองสักที” นายภัทรพงษ์ กล่าว

ด้านนายธนรัช กล่าวว่า ทุกวันนี้ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่เป็นสีม่วงที่เป็นอันตรายต่อคนในทุกกลุ่ม ด้านเศรษฐกิจปัญหาไฟป่ากวาดทำลายทรัพยากรธรรมชาติไป ด้านการท่องเที่ยวปัญหาหมอกควันพิษ ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักที่ไร้นักท่องเที่ยวเพราะไม่มีใครอยากควักเงินในกระเป๋าเพื่อไปสูดดมสารพิษ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือคนที่มีทางเลือกน้อยที่สุด พี่น้องประชาชนหลายคนทำงานในพื้นที่กลางแจ้ง ไม่มีโอกาสทำอะไรนอกจากก้มหน้าก้มตายอมรับสภาพไป และหลายคนขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่มีโอกาสเข้ามาในอาคารหรือพื้นที่ที่มีเครื่องฟอกอากาศ ตนได้ลงพื้นที่ไปที่จังหวัดเชียงรายมีโอกาสไปเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุ ซึ่งหลายท่านไม่มีการป้องกันที่ดีพอ ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ หรือหน้ากากอนามัย ตนจึงคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดใจที่เผชิญปัญหานี้อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่การมาระบายความโกรธหรือเกลียดใส่ใคร แต่ต้องเป็นการหาทางออกร่วมกัน ร่วมด้วยช่วยกันแก้ไขวิกฤตครั้งนี้อย่างไร จึงอยากฝากข้อเสนอ 3 ระยะ ไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน คือ ระยะสั้น อยากเห็นการทำงานที่เป็นการทำงานเชิงรุก ปกป้องกลุ่มเปราะบาง สนับสนุนคนทำงาน” นายธนรัช กล่าว

นายธนรัช กล่าวต่อว่า รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันทีในหลายเรื่อง ประการแรก อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลคนด่านหน้า ซึ่งพี่น้องในแต่ละหมู่บ้าน หลายๆคนมีหัวใจอยากจะช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่พวกเขาเหล่านั้นขาดทรัพยากร ทั้งเสื้อ อาหาร ทุนทรัพย์ แม้กระทั่งน้ำดื่มก็ไม่มี จึงอยากวิงวอนไปถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าอยากให้ช่วยระดมเครื่อง ทรัพยากร อุปกรณ์ และอยากให้ช่วยดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ด่านหน้าด้วย

ประการถัดมาคือ อยากขอให้ช่วยสนับสนุนท้องถิ่น ให้มีทรัพยากรเพียงพอเพื่อเข้าไปช่วยเหลือดูแลพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งท้องถิ่นมีทรัพยากรที่จำกัด มีไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาจึงอยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนงบประมาณนำเข้าช่วยเหลือให้กับพื้นที่แต่ละท้องถิ่นทำงานประสานงานความร่วมมือกันกับผู้นำชุมชน กำหนดมาตรการความช่วยเหลือที่มีความจำเพาะและสอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ในระยะสั้นได้

นอกจากนี้ อยากให้ช่วยดูแลกลุ่มเด็กเล็กและกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ อาจทำงานผ่านกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ได้ เช่น ในช่วงที่ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกินกรอบที่กำหนดโรงเรียนควรมีอำนาจในการบริหารจัดการโดยที่ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลางให้งดกิจกรรมกลางแจ้งได้เลย

นายธนรัช กล่าวว่า ระยะกลาง อยากเสนอให้มีการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจเพื่อตั้งเป้าหมายลดฮอตสปอต และควรต้องทำให้สังคมมีส่วนร่วมในการช่วยดูแลในแต่ละพื้นที่ด้วย การบังคับใช้กฎหมายจะต้องมีความชัดเจน เพื่อให้ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ในภายใต้กติกาเดียวกัน และระยะยาว เรื่องนี้ควรจะต้องเป็นวาระแห่งชาติ ควรบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบาย ต้องมีการเจรจากับภูมิภาค ประเทศ ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ สามารถใช้กลไกการเจรจาหรือกลไกทางการทูต เข้ามาเจรจากับกลุ่มต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ขอให้ช่วยพิจารณาควบคุมกับมาตรการการลดการพึ่งพาสินค้าที่มีห่วงโซ่อุปทานเกี่ยวกับการเผาในประเทศเพื่อนบ้านด้วย

“ผมพูดในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ที่มีการเผาหนักมาก จึงอยากจะขอส่งกำลังใจให้กับคนทำงานเพราะหลายท่านทำงานหนักมากเจ้าหน้าที่หลายท่านก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างสุดกำลัง แต่ในขณะเดียวกันก็อยากขอวิงวอนไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้มีอำนาจทุกท่าน ต้องกล้าที่จะตัดสินใจ นำข้อเสนอไปสู่ปฏิบัติต่อไป คืนอากาศบริสุทธิ์ คืนเศรษฐกิจที่ดี คืนอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลานของเรา ทำให้คนไทยหายใจได้อย่างเต็มปอดครั้งหนึ่ง” นายธนรัช กล่าว