ข่าวเศรษฐกิจ

เปิด 3 ฉากทัศน์ วิกฤตน้ำมันกระทบไทย จับตาเงินเฟ้อขยับ สงครามยืดเยื้อ

แชร์ข่าว

วันที่ 17 มีนาคม 2569 ในการแถลงข่าวจากศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้ร่วมให้ข้อมูลถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยระบุว่าจากการประเมินผลกระทบต่อ GDP ของประเทศในช่วงสัปดาห์แรกที่เกิดเหตุการณ์นั้น ตัวเลขยังคงอยู่ในระดับเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ทางสำนักงานได้มองสถานการณ์ไปข้างหน้าแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ คือ

ฉากทัศน์แรกหากสงครามจำกัดวงอยู่ในตะวันออกกลางและจบลงภายใน 1 เดือน แม้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะมีข้อจำกัดบ้างในช่วงสั้นๆ แต่คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 75-85 เหรียญต่อบาร์เรล และจะทำให้เงินเฟ้อขยับขึ้นมาเป็น 1%

ฉากทัศน์ที่สองคือกรณีสงครามยืดเยื้อไปถึง 3 เดือน จนการผลิตและการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งจะเริ่มเห็นอาการเศรษฐกิจถอยในหลายประเทศและอาจมีเงินเฟ้อสูง โดยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีไปจนถึงปี 2569 อาจพุ่งไปที่ 95-105 เหรียญ และเงินเฟ้อไทยจะขยับไปที่ 1.9%

ส่วนฉากทัศน์สุดท้ายคือถ้ากลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ไทยและอีกหลายประเทศก็ต้องเตรียมตัวอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งตอนนี้ สศช. กำลังประเมินภาพเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าที่เปลี่ยนไปเพื่อดูผลกระทบที่จะเกิดกับ 3 กลุ่มหลัก คือ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการขนส่ง โดยได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมมาตรการช่วยเหลือทั้งกลุ่มเปราะบาง ประชาชนทั่วไป SMEs ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ และเตรียมเสนอ ครม. หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

นายดนุชา กล่าวว่า ย้อนดูตัวเลขการใช้เบนซินในภาวะปกติ วันที่ 1 มีนาคมที่เริ่มมีข่าวโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในอิหร่าน ยอดใช้อยู่ที่ 28.97 ล้านลิตร แต่พอวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 2 มีนาคม พอคนเห็นข่าว ตัวเลขการใช้เบนซินดีดขึ้นไปเป็น 50.77 ล้านลิตร เช่นเดียวกับดีเซลหมุนเร็วที่วันที่ 1 ใช้อยู่ 61 ล้านลิตร แต่พอวันที่ 2 ขยับขึ้นเป็น 98 ล้านลิตร และพุ่งไปสูงสุดถึง 118 ล้านลิตรในวันที่ 4 มีนาคม และคงระดับร้อยล้านลิตรถึงวันที่ 6

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าน้ำมันประเทศไทยมีเพียงพอแน่นอน แต่ที่เห็นน้ำมันหมดปั๊มเป็นเพราะความตื่นตระหนกทำให้ยอดใช้สูงเกินปกติไปมากจนรถขนส่งน้ำมันวิ่งไปเติมไม่ทัน เพราะรถน้ำมันเป็นรถเฉพาะทาง ไม่สามารถนำรถขนน้ำทั่วไปมาใช้แทนกันได้ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลได้แก้ปัญหาโดยการขยายเวลาให้รถน้ำมันวิ่งส่งได้ตลอดทั้งวันมากขึ้นแล้ว

"อยากขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนว่าไม่ต้องรีบไปกักตุนหรือแห่เติมให้เต็มถังตามที่มีการแชร์ข้อมูลในโซเชียล เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยปรับราคาแบบก้าวกระโดด และครั้งนี้ก็จะขยับขึ้นเพียงแค่ 50 สตางค์เท่านั้น ขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ" นายดนุชา กล่าว