การเมืองทั่วไป

"ณัฐวุฒิ" เตือน "อนุทิน" อย่าเอาเรื่องชายแดนหาเสียง เตือนเลือกพรรคส้มตั้งรัฐบาลไม่ได้ เหตุติดล็อก 44 สส. แก้ รธน. หมวด 1-2

แชร์ข่าว

"ณัฐวุฒิ" เตือน "อนุทิน" อย่าเอาเรื่องชายแดนหาเสียงทางการเมือง เตือนเลือกพรรคส้มตั้งรัฐบาลไม่ได้ เหตุติดล็อก 44 สส. แก้ รธน. หมวด 1-2 แต่เลือกเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้แน่นอน

วันนี้ ( 23 ม.ค.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่ง ว่า เพื่อไทยมีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่ารอหวังแต่รัฐบาลนี้ ที่มีแต่คนละครึ่ง ขนาด MOA ให้อยู่ 4 เดือนยังอยู่แค่ 2 เดือน ครึ่งเดียว ดังนั้นขอให้รอเพื่อไทยดีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยลงในนามของผู้ท้าชิง เพราะมีคนถูกหวยสีส้มเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อก่อนไม่ได้ลงหาเสียง แต่เดี๋ยวนี้ลงบ่อยขึ้นบอกหาเสียงแบบออแกนิค ที่ใช้ออแกไนซ์ ไปไหนคนเยอะ นักข่าวตรึมทุกที่ แล้วไปพูดปราศรัยจังหวัดชายแดน ว่าจะปักธงชิงพื้นที่พรรคเพื่อไทย สร้างความชอบธรรมจากการจัดการสถานการณ์ชายแดน

" ผมอยากเตือนนายกฯอนุทินไว้ สถานการณ์ความมั่นคงเกี่ยวกับชายแดน คนไทยทุกคนต้องอยู่ข้างเดียวกัน ใครเป็นรัฐบาล ควรจะอยู่ข้างเดียวกัน ไม่มีการเมืองในเรื่องดินแดน ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ไม่ควรฉกฉวยผลประโยชน์จากภาระหน้าที่ ที่คนไทยต้องทำร่วมกันคือปกป้องแผ่นดิน" นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ สื่อมวลชนวิเคราะห์ว่าพรรคสีส้มโดนรุมกินโต๊ะ ทำให้บ้านเมืองไปต่อไม่ได้ ขอให้ฟังตนๆจะวิเคราะห์ของจริงให้ฟัง ปัญหาการเมืองของประเทศไทยวันนี้ อยู่มา 20 กว่าปี เพราะรุมกินเก้าอี้สีแดง เก้าอี้กี่ตัวโดนรุมกินหมด เลือกตั้งได้นายกมา 6 คน โดนรุมกินเก้าอี้หมด นี่เป็นปัญหา เพราะพรรคที่โดนมาแบบนี้ก็พยายามสู้ ตามกติกาตามระบบรัฐสภา ซึ่งพรรคสีแดงอยู่มานาน ทำงานมานาน ถูกบ้างพลาดบ้างแต่ไม่เคยหลุดออกนอกเส้นทาง ไม่เคยเกาะล้อรถถังเข้าสู่อำนาจ เดินมาตามคะแนนเสียงประชาชน ซึ่งสีแดงพยายามที่จะรักษาเก้าอี้ไว้ ไม่ใช่เพื่ออำนาจแต่รักษาสัญลักษณ์อำนาจอธิปไตยของประชาชน เพราะประชาชนเลือกมา ถ้ายอมแพ้ง่ายๆก็พาประชาชนแพ้ไปด้วย และขณะที่สีแดงพยายามรักษาเก้าอี้แต่สีส้มกลับเอาเก้าอี้ไปให้สีน้ำเงิน

นายณัฐพงษ์ บอกว่าความรับผิดชอบทางการเมืองสำคัญกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่การโหวตเลือกนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีตาม MOA สร้างปัญหาทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง ถ้าเราแก้ไขเรื่องนี้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ เราจะถอยหลังไปตลอดทศวรรษนี้ และการเมืองไทยก็จะถอยหลังไปอีก 30 ปี ถามว่าความรับผิดชอบทางการเมืองของพวกคุณคืออะไร เห็นแต่ออกมาประกาศว่าต้องเลือกพวกเขาให้เกินครึ่ง ขอพูดแรงๆ ทำเรื่องแบบนี้ เขาไม่เรียกรับผิดชอบเขาเรียกหน้าด้าน ซึ่งสถานการณ์เลือกตั้งในความจริงที่เป็น ขอให้ดูดีๆ ให้เลือกพรรคการเมืองที่มีโอกาสตั้งรัฐบาลได้จริง ฟังแคนดิเดตนายกฯที่สามารถเป็นนายกฯได้จริง บางคนบางพรรคเป็นลำบาก ถ้าหากพรรคประชาชน เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

“จะชี้ให้เห็นว่าสภาพรัฐบาลของพรรคประชาชน จะมีสภาพเดียวกับถนนพระราม 2 เดี๋ยวเครนหล่น ถนนยุบ ผู้รับเหมาหนี มีเทาปนอยู่ในนั้น ซึ่งผมไม่ได้สะใจ ที่พรรคประชาชนถูกกระทำ เพราะผมเจ็บมาก่อน เพื่อไทยโดนมาก่อน นี่คือความผิดปกติและความอัปลักษณ์ของการเมืองไทยวันนี้ แต่ต้องพูดความจริงถ้าเดินต่อไปข้างหน้า ถ้าพรรคสีส้มได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 ใน 3 คน ติดอยู่ในกลุ่ม 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งยังติดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หากให้ดูย้อนหลังก็จะแม่นตามนั้น ดังนั้นตนขอวิเคราะห์ล่วงหน้าถ้าพรรคสีส้มได้อันดับ 1 ของในมือป.ป.ช.คงจะถูกนำมาใช้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า จะเอาคดี 44 สส. ไปฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะกลายเป็นปมถูกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 ใน 3 ของพรรคประชาชน จะกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ และเป็นเรื่องที่แต่ละพรรคการเมืองเอามาใช้ ว่าตั้งรัฐบาลไม่ได้ นี่คือความจริงที่ต้องพูดกันให้ชัด ว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 ใน 3 ติดเบ็ดของฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่เวลานี้ ซึ่งตนได้ยินแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนอธิบายว่า ประกันความเสี่ยงไว้แล้ว เข้าใจว่ามีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 คือนายวีระยุทธ ซึ่งตนขอพูดไว้ล่วงหน้าว่าเขาจะเอาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 หมวด 2 มาเป็นเงื่อนไข

“วันก่อนนายณัฐพงษ์ ระบุว่า โดยหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้ได้ทั้งฉบับ ซึ่งมองว่ากล้าหาญก็เป็นไปได้ แต่ในความจริงของพรรคการเมือง จะถูกยกคล้ายกับประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ตอนที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะตั้งรัฐบาล และจะกลายเป็นอีกเงื่อนหนึ่งที่ถูกมัดเอาไว้ ต่อให้ท่านเลือกพรรคประชาชนเป็นที่หนึ่ง ก็จะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะถูกวางกับดักไว้หมดแล้ว ดังนั้นภาระหน้าที่ที่คนไทยต้องทำร่วมกัน อย่าให้เลยเถิดไปจาก MOA ให้เอาอำนาจมาจากพรรคสีน้ำเงิน เอาอำนาจมาจากขบวนการฮั้ว สว. เขากระโดง และกระบวนการผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งวิธีการที่ทำได้คือการกาพรรคเพื่อไทยทั้งสองใบ เพื่อให้อาจารย์เชน มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งตนไม่ได้พูดเอาแต่ได้ แต่ถ้าเห็นว่ามีการวางกับดักตัวเอง จะเดินทำไม เลือกแล้วตั้งรัฐบาลไม่ได้จะเดินไปไหน เอาเพื่อไทยก่อนตั้งรัฐบาลได้แน่นอน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าพรรคประชาชนได้ที่หนึ่ง ร่วมมือกับใครก็ได้ยกเว้นพรรคกล้าธรรม แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้ที่หนึ่งขึ้นมา จะไม่ยกมือให้เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วเอาเรื่องนี้มาชี้กับพรรคเพื่อไทย ว่าพูดออกมาเดี๋ยวนี้ ว่าจะจับมือหรือไม่จับกับใคร พร้อมย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเทาไม่เทา แต่น้ำเงินกับส้มรวมกันได้ถ้าจะร่วมกัน รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคเพื่อไทยเราขอยืนยัน ตามนายยศชนัน และนายจุลพันธ์ ว่าขอฟังเสียงของประชาชน พร้อมยังกล่าวแซวความสัมพันธ์ ของพรรคสีน้ำเงินและพรรคสีส้ม เหมือนละครตบจูบ

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้ามองลึกลงไปในสนามเลือกตั้งที่จังหวัดนครราชสีมา ครอบครัว รัตนเศรษฐ โดนคดีทุจริตสนามฟุตซอล แต่ปรากฏว่าขณะนี้สมาชิกในครอบครัวลงสมัคร 2 พรรคการเมือง คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ขณะที่สีแดงถ้าทำก็โดนด่า แต่พอน้ำเงินกับส้มหักกันเองก็ไม่ว่ากันสักคำ แถมนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคลียร์คดีเขากระโดงให้ด้วย อธิบายแทนเสร็จสรรพ ขณะที่นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล บอกว่ายังไม่มีอะไร ผิดพลาดร้ายแรงยังไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เพื่อไทยโดนทั้งขึ้นทั้งล่องการเลือกตั้งครั้งนี้ขอให้ทุกคนตัดสินใจดีๆ ขอให้อยู่กับความเป็นจริง ดึงอำนาจมาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้ได้ ถ้าทำไม่ได้จะเสียหายนับทศวรรษ เพราะหากเขาตั้งรัฐบาลได้จะไปยาว

“ รัฐบาลที่โดนปลดนายกฯ ปีละคน โดนสารพัดรุมกินเก้าอี้ พยายามผลักดันนโยบายได้ถึงเพียงนี้ผมไม่ได้ขอความดีความชอบ แต่ขอความเป็นธรรม รถไฟฟ้า 20 บาทถ้าไม่ล้มรัฐบาลถ้านายกแพทองธารยังอยู่ พฤษจิกายนปี 68 ได้นั่งกันแล้ว บ้านเพื่อนคนไทยถ้าไม่เปลี่ยนรัฐบาล 18 กันยายน 68 จับฉลากชุดแรกไปแล้ว หวยเกษียณถ้าไม่เปลี่ยนรัฐบาลสิ้นปีที่แล้วได้แทงกัน“ นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วันนี้ 23 มกราคม 2569 ครบรอบหนึ่งปีที่ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมประกาศใช้ ซึ่งสำเร็จในรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งต้องพูดให้ชัดเพราะหลายพรรคการเมืองทำตัวเหมือนบริษัทประกันเคลมเก่ง ซึ่งรัฐบาลเพื่อไทยไม่เคยอวดอ้างเราแชร์ว่าทุกคนทำร่วมกันไม่ได้เคลม