บทความ บทวิเคราะห์

ถอดบทเรียนเพื่อไทย: เวลาเพียง 2 ปี ทำลายความยิ่งใหญ่กว่า 20 ปีจนย่อยยับ

แชร์ข่าว

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย คงไม่มีปรากฏการณ์ใดที่น่าศึกษาวิเคราะห์ไปกว่าวัฏจักรของพรรคการเมืองที่เคยได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง “พรรคเพื่อไทย” 

คำถามที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองที่มีต้นทุนสูงลิบลิ่ว ผูกขาดชัยชนะมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ กลับสะดุดขาตัวเองจนสูญเสียสถานะผู้นำไปอย่างหมดรูปในเวลาเพียงแค่ 2 ปีได้อย่างไร ? นี่คือบทเรียนราคาแพงที่แลกมาด้วยความพังทลายของศรัทธา 

1. กว่า 20 ปีแห่งการสะสม “ต้นทุนศรัทธา” 

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ความยิ่งใหญ่ของพรรคมาจาก “พลังศรัทธา” และ "ผลงานที่จับต้องได้" 

ยุคเปลี่ยนผ่าน (ปี 2544 - 2548) : ในนาม “พรรคไทยรักไทย” พวกเขาชนะเลือกตั้งด้วยจำนวน สส. 248 เสียง และทะยานสู่ 377 เสียงในอีก 4 ปีต่อมา นโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” หรือ “กองทุนหมู่บ้าน” ไม่ใช่แค่วาทกรรมหาเสียง แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ทำให้ประชาชนรากหญ้าสัมผัสได้จริง 

ยุคแห่งการต่อสู้ (2549 - 2554) : แม้จะเผชิญการรัฐประหาร ถูกยุบพรรคจนต้องเปลี่ยนร่างเป็น “พรรคพลังประชาชน” (ชนะเลือกตั้ง 233 เสียง) และพรรคเพื่อไทยที่ส่ง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นนายกฯ ชนะแลนด์สไลด์ (265 เสียง) พรรคก็ยังครองใจมวลชนได้ ภาพจำของการเป็น “ผู้ถูกกระทำ” และ “พี่ใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตย” ทำให้เกิดความผูกพันทางอุดมการณ์ที่แน่นแฟ้น 

2. รอยปริร้าว... เมื่อ “ความชัดเจน” สำคัญกว่า “ความเก๋า” 

จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นขึ้นในการเลือกตั้งปี 2566 สังคมไทยได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่เรียกร้องแค่ “ปากท้อง” ไปสู่ยุคที่เรียกร้อง “โครงสร้างที่ถูกต้อง” 

เมื่อพรรคก้าวไกลจุดกระแส “มีเรา ไม่มีลุง” พรรคเพื่อไทยกลับเลือกก้าวเดินด้วยท่าที “แทงกั๊ก” เพื่อรักษาโอกาสในการตั้งรัฐบาล แม้สุดท้ายจะออกมาประกาศจุดยืน แต่ประชาชนจำนวนมากมองว่านั่นคือ “สัญญาเพื่อคะแนนเสียง” มากกว่า “อุดมการณ์ที่แท้จริง” ผลลัพธ์คือการพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี โดยได้ สส. 141 เสียง เป็นอันดับ 2 รองจากพรรคก้าวไกล (151 เสียง) 

3. ระยะเวลา 2 ปีแห่งการทำลายล้าง 

เมื่อโอกาสจัดตั้งรัฐบาลของพรรคอันดับ 1 สะดุดลง พรรคเพื่อไทยซึ่งถือไพ่ใบสำคัญได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือ “การข้ามขั้ว” จับมือกับกลุ่มอำนาจเก่าที่เคยต่อสู้กันมา 

การแลกอุดมการณ์เพื่อสิทธิในการเป็นแกนนำรัฐบาล และเพื่อปูทางให้ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้กลับบ้าน ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว 

(1) สูญเสียมวลชน: คนเสื้อแดงและฝ่ายเสรีนิยมมองว่านี่คือการ “ตระบัดสัตย์” ภาพลักษณ์ของพี่ใหญ่ฝั่งประชาธิปไตยถูกลบหาย กลายเป็น “พรรคอนุรักษ์นิยมใหม่” 

(2) จุดแข็งที่หายไป: ความคาดหวังว่า ยอมกลืนเลือดเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กลับกลายเป็นภาพลวงตา ทั้ง “รัฐบาลเศรษฐา” และ “รัฐบาลแพทองธาร” ไม่สามารถสร้าง “ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ” ได้เหมือนในอดีต 

(3) วิกฤตศรัทธาขั้นสุด: กรณีคลิปเสียงสนทนากับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน และการพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ของ “แพทองธาร” กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ตอกย้ำข้อกังขาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน 

4. ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในการเลือกตั้งปี 2569

 ผลลัพธ์ของการทำลายต้นทุนตัวเองตลอด 2 ปี ปรากฏชัดเจนในการเลือกตั้งปี 2569 เมื่อพรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นมาเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลอย่างเบ็ดเสร็จด้วย สส. 191 เสียง ในขณะที่เพื่อไทยร่วงหล่นเหลือเพียง 74 เสียง 

บทเรียนของพรรคเพื่อไทยตอกย้ำสัจธรรมที่ว่า ในโลกการเมืองยุคใหม่ “ความไว้วางใจ” คือต้นทุนที่มีมูลค่าสูงที่สุด เมื่อใดก็ตามที่นักการเมืองมองว่ามวลชนเป็นเพียง “นั่งร้าน” และมองอุดมการณ์เป็นเพียง “เครื่องมือต่อรอง” เมื่อนั้นความพินาศก็จะมาเยือน

 

 

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม

#เพื่อไทย #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #พรรคเพื่อไทย #เกมอำนาจ #การเมืองไทย2569 #siamrathonline