เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69 ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมียนมาในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2570 ลงเหลือ 2% จากประมาณการเดิมที่ 3% โดยชี้ว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจเมียนมา ซึ่งเผชิญปัญหาความเปราะบางจากสงครามภายในประเทศและการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง
รายงานเฝ้าระวังเศรษฐกิจเมียนมา (Myanmar Economic Monitor) ฉบับครึ่งปีล่าสุด ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อของเมียนมายังคงอยู่ในระดับสูง โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 24.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของประชาชนที่อ่อนแอลง
ตัวเลขคาดการณ์ใหม่ของธนาคารโลกยังต่ำกว่าที่รัฐบาลทหารเมียนมาตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.4% ขณะที่ในปีงบประมาณก่อนหน้า เศรษฐกิจเมียนมาหดตัวลง 2% ท่ามกลางปัญหาความไม่สงบทางการเมืองและผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก
เมลินดา กูด ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศไทยและเมียนมา กล่าวว่า วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นล่าสุดเป็นอีกปัจจัยที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจเมียนมา และหากไม่มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะยังคงเป็นไปได้ยาก
การปรับลดประมาณการในครั้งนี้สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจเมียนมา ซึ่งนอกจากจะต้องเผชิญกับความไม่สงบภายในประเทศแล้ว ยังต้องรับแรงกดดันจากอุปสงค์ภายในที่ซบเซา การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ และต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารโลกเตือนว่า ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวมากกว่าเดิม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนและทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจล่าช้าออกไปอีก
อย่างไรก็ตาม รายงานยังระบุว่า ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจเมียนมาเริ่มส่งสัญญาณทรงตัวมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว รวมถึงการขยายตัวของภาคการผลิต ภาคก่อสร้าง และภาคบริการ ซึ่งยังสามารถประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง
สำหรับความเสี่ยงสำคัญที่ยังคงต้องจับตา ได้แก่ การสู้รบที่ยืดเยื้อในหลายพื้นที่ของประเทศ การหยุดชะงักของการค้าและระบบขนส่ง รายได้จากการส่งออกที่อาจลดลง รวมถึงความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของเมียนมาในปีนี้จะยังอยู่ในระดับสูงราว 20% ขณะที่การขาดดุลการคลังคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 5.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศยังต้องเผชิญในระยะต่อไป
#เมียนมา #เศรษฐกิจเมียนมา #GDPเมียนมา #ธนาคารโลก #WorldBank #เงินเฟ้อ #ราคาน้ำมัน #สงครามอิหร่าน #ตะวันออกกลาง #เศรษฐกิจโลก #ข่าวเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจอาเซียน #การลงทุน #พลังงานโลก #MyanmarEconomicMonitor








