ต่างประเทศ

สกู๊ปต่างประเทศ : เปิดขุมกำลังทางทหาร "ไทย-กัมพูชา" ใครเหนือกว่ากัน

แชร์ข่าว

ท่ามกลางฉากหลังของความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นเป็นระยะตามแนวชายแดน ระหว่าง "ราชอาณาจักรไทย" กับ "ราชอาณาจักรกัมพูชา" มักถูกจับตาในฐานะ "คู่แข่ง" ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในด้านขีดความสามารถทาง "ทหาร" หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้งในสมรภูมิแห่งศตวรรษที่ 21 ใครคือผู้ครอบครองความได้เปรียบที่แท้จริง

การวิเคราะห์ศักยภาพในเชิงลึกไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลข แต่ต้องย้อนรอยไปถึงมรดกทางยุทธศาสตร์และพันธมิตรที่แต่ละฝ่ายได้สั่งสมมา โดยมรดกทางยุทธศาสตร์ของ "ไทย" ที่เป็นพันธมิตรกัยชาติตะวันตก ในขณะที่ "กัมพูชา" มีสายสัมพันธ์กับจีนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

"ประเทศไทย" ได้รับการจัดวางตำแหน่งจากสหรัฐอเมริกาให้เป็น "พันธมิตรสำคัญนอกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต)" (Major Non-NATO Ally - MNNA) สถานะนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นประตูสู่การเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ซับซ้อน เทคโนโลยีการฝึกฝนขั้นสูง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์จากโลกตะวันตก ผลลัพธ์ คือ "กองทัพไทย" มีขนาดใหญ่ ได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานตะวันตก และมีการจัดสรรงบประมาณกลาโหมที่สูงลิ่ว

ตรงกันข้ามกับ "กัมพูชา" ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้กระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับ "สาธารณรัฐประชาชนจีน" อย่างแน่นแฟ้น การพึ่งพิงปักกิ่งทำให้กองทัพกัมพูชาเข้าถึงยุทโธปกรณ์จากจีนในราคาที่เป็นมิตร (หรือได้รับความช่วยเหลือ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางทหารที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แม้จะมีขนาดเล็กกว่ามาก แต่การมีมหาอำนาจหนุนหลังเป็นไพ่ใบสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้

การเปรียบเทียบเชิงตัวเลข ด้านงบประมาณและกำลังพล ในมิติของทรัพยากรพื้นฐาน ตัวเลขแสดงความแตกต่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้ โดยในปี 2567 "ไทย" มีงบประมาณกลาโหมสูงถึง 5.73 พันล้านดอลลาร์ และมีกำลังทหารรวมกว่า 360,000 นาย (ซึ่งรวมถึงทหารเกณฑ์จำนวนมาก) มีศักยภาพในการจัดซื้อและบำรุงรักษาระบบอาวุธที่ทันสมัย

ขณะที่ "กัมพูชา" จัดสรรงบประมาณกลาโหมที่ 1.3 พันล้านดอลลาร์ และมีกำลังทหารรวม 124,300 นาย ความแตกต่างด้านงบประมาณที่กว้างกว่าสี่เท่าบ่งชี้ถึงความได้เปรียบที่ครอบคลุมของไทยอย่างชัดเจน และหากแยกกำลังพลตามสมรภูมิรบ ก็จะยิ่งเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังนี้

"สมรภูมิภาคพื้นดิน" ที่มองถึงความได้เปรียบทางด้านยุทธศาสตร์ โดย "กองทัพบกไทย" แสดงให้เห็นถึงอำนาจที่เหนือกว่าอย่างชัดเจนทั้งในด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์หนัก โดยมีกำลังพลภาคพื้นดินราว 245,000 นาย (รวมทหารเกณฑ์ 115,000 นาย) ซึ่งมากกว่า "กองทัพบกกัมพูชา" ที่มีกำลังพลราว 75,000 นาย อย่างมีนัยสำคัญ

ในแง่ของอาวุธหนัก ความได้เปรียบของไทยยิ่งน่าหวาดหวั่น "กองทัพบกไทย" มีรถถังราว 400 คัน และรถหุ้มเกราะอีกกว่า 1,200 คัน พร้อมด้วยอำนาจการยิงจากปืนใหญ่ราว 2,600 กระบอก ซึ่งเป็นจำนวนที่เหนือกว่า "กัมพูชา" ที่มีรถถังกว่า 200 คัน และปืนใหญ่ราว 480 กระบอก หลายเท่าตัว

นอกจากนี้ "กองทัพบกไทย" ยังมี "กองบินของตนเอง" ที่ประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์โจมตีและลำเลียง เช่น แบล็กฮอว์ก (Black Hawk) จากสหรัฐฯ หลายสิบลำ และอากาศยานไร้คนขับ (UAVs) ซึ่งเพิ่มมิติของสงครามสมัยใหม่เข้ามาสนับสนุนการรบภาคพื้นดิน

"สมรภูมิน่านฟ้า" นี่คือมิติที่ "กองทัพอากาศไทย" มีความได้เปรียบที่เด็ดขาดและน่าหวาดหวั่นที่สุด จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองทัพอากาศที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังพลราว 46,000 นาย และฝูงบินรบที่แข็งแกร่งถึง 112 ลำ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินรบระดับสูงอย่าง F-16 จำนวน 28 ลำ และ Gripen จากสวีเดน 11 ลำ พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์อีกหลายสิบลำ

ในทางกลับกัน "กองทัพอากาศกัมพูชา" มีกำลังพลเพียง 1,500 นาย และมีฝูงบินขนาดเล็กที่จำกัดอยู่แค่เครื่องบินลำเลียง 10 ลำ และเฮลิคอปเตอร์เพียง 10 ลำเท่านั้น โดยมีเฮลิคอปเตอร์อเนกประสงค์รวม 16 ลำ เช่น Mi-17 จากยุคโซเวียต และ Z-9 จากจีน กัมพูชาไม่มีเครื่องบินขับไล่เลยแม้แต่ลำเดียว การที่ไทยสามารถครองน่านฟ้าได้โดยสมบูรณ์หมายความว่า กองทัพไทยสามารถทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของกัมพูชาได้โดยแทบไม่มีการตอบโต้ทางอากาศ

"สมรภูมิทางทะเล" ในมิติทางทะเล "กองทัพเรือไทย" มีความสามารถในการฉายกำลัง (Power Projection) ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ด้วยกำลังพลเกือบ 70,000 นาย แบ่งเป็นกองบินทหารเรือ นาวิกโยธิน หน่วยป้องกันชายฝั่ง และทหารเกณฑ์ ไทยเป็นเจ้าของ เรือบรรทุกเครื่องบิน 1 ลำ, เรือฟริเกต 7 ลำ, และเรือตรวจการณ์/เรือรบชายฝั่งอีก 68 ลำ นอกจากนี้ ยังมีเรือสะเทินน้ำสะเทินบกหลายลำที่สามารถบรรทุกทหารได้หลายร้อยนาย และเรือยกพลขึ้นบกขนาดเล็กอีก 14 ลำ นาวิกโยธินไทย มีกำลังพลมากถึง 23,000 นาย พร้อมด้วยเครื่องบินและอากาศยานไร้คนขับของตนเอง

ขณะที่ "กองทัพเรือกัมพูชา" มีกำลังพลราว 2,800 นาย (รวมนาวิกโยธิน 1,500 นาย) มีเรือตรวจการณ์และเรือรบชายฝั่งเพียง 13 ลำ และเรือสะเทินน้ำสะเทินบกเพียง 1 ลำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถที่เน้นการป้องกันชายฝั่งมากกว่าการปฏิบัติการทางทะเลลึก

จากข้อมูลเชิงลึกและตัวเลขที่ถูกเปิดเผย หากพิจารณาในบริบทของการเผชิญหน้าทางทหารแบบดั้งเดิม (Conventional Warfare) ประเทศไทย มีศักยภาพที่เหนือกว่า กัมพูชา ในทุกมิติหลักอย่างมหาศาล ทั้งในด้านอำนาจการยิง (Firepower) การควบคุมน่านฟ้า (Air Supremacy) และการฉายกำลังทางทะเล (Naval Power Projection)

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเพียงอย่างเดียว การพึ่งพิงมหาอำนาจของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน ในการจัดหาอาวุธและการฝึกฝน รวมถึงยุทธวิธีสงครามแบบกองโจร (Asymmetric Warfare) ที่อาจถูกนำมาใช้ในพื้นที่ชายแดนที่ซับซ้อน เป็นปัจจัยที่ทำให้สมรภูมิมีความซับซ้อนและดาร์กขึ้นกว่าที่คิด

#ไทยกัมพูชา #กองทัพไทย #กองทัพกัมพูชา #สงครามชายแดน #ข่าวความมั่นคง #สถานการณ์ชายแดน #อาเซียน #ทหารไทย #ความมั่นคงภูมิรัฐศาสตร์ #ข่าวด่วน #ข่าววันนี้ #วิเคราะห์สถานการณ์ #ASEANConflict #MilitaryPower Comparison #ศึกสายเลือด #ศักยภาพทางทหาร #สงครามอาเซียน #กองทัพไทย #การทหาร

ข่าวแนะนำ

แชร์ข่าว