วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ เวทีเสวนา Powering the AI Economy Roundtable ภายในการประชุม Mobile World Congress (MWC) Shanghai 2026 ระหว่างวันที่ 24 - 26 มิถุนายน 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยนำเสนอทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ AI ของประเทศไทย
นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกยุคของการพัฒนาเศรษฐกิจล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานเป็นรากฐานสำคัญ และในยุค AI โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นการบูรณาการด้านโครงข่ายดิจิทัล คลาวด์ ระบบนิเวศข้อมูล Data Center และบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัลเข้าด้วยกัน
ขณะที่ AI ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านเทคโนโลยี แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง
ปัจจุบันประเทศไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับสูง โดยโครงข่าย 5G ครอบคลุมประชากรมากกว่าร้อยละ 95 ของประเทศ ช่วยให้ประชาชนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงบริการดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม พร้อมรองรับการใช้งาน AI ที่ต้องอาศัยการสื่อสารความเร็วสูงและมีความหน่วงต่ำ
ทั้งนี้ความพร้อมดังกล่าวสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก โดยในปี 2568 ภาคดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดของประเทศกว่า 746,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และบริการ Hosting ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้พัฒนา Government Data Center and Cloud (GDCC) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ภาครัฐที่มีมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยระดับสากล รองรับการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก พร้อมคุ้มครองข้อมูลสำคัญของประเทศภายใต้หลักอธิปไตยทางข้อมูล หรือ Data Sovereignty
นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ โดยผลักดันการพัฒนา ThaiLLM ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศไทยที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อให้ AI สามารถเข้าใจภาษา วัฒนธรรม และบริบทของสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
สำหรับการนำ AI ไปใช้ประโยชน์ ประเทศไทยได้พัฒนาระบบดิจิทัลสำคัญหลายโครงการ อาทิ Health Link ที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพระหว่างสถานพยาบาลทั่วประเทศ Envi Link ที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการภัยพิบัติ และ Travel Link ที่ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและการกำหนดนโยบาย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนา AI ไม่ใช่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ความไว้วางใจ” ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น แต่มีความสำคัญต่อการยอมรับการใช้งาน AI ของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
ดังนั้นประเทศไทยจึงได้วางกรอบการกำกับดูแล AI อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านจริยธรรม AI แนวปฏิบัติด้าน Generative AI การจัดตั้ง AI Governance Center รวมถึงการผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านกรอบ ASEAN AI Transition Innovation Framework เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การคุ้มครองสิทธิของประชาชน ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้ AI
“รัฐบาลไทย ขอเชิญชวน รัฐบาล ภาคธุรกิจ และนักลงทุนจากทั่วโลก ร่วมเป็นพันธมิตรกับประเทศไทยในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและระบบนิเวศ AI แห่งอนาคต โดยประเทศไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางแห่งความร่วมมือ การลงทุน และนวัตกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกไปสู่อนาคตดิจิทัลที่เปิดกว้าง ปลอดภัย ครอบคลุม และเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน” นายไชยชนก กล่าว








