“ธนาคารโลก” เตือน! ภูมิรัฐศาสตร์ฉุดการเติบโตเศรษฐกิจเอเชียปี 2566-2569 เหลือ 4.2%
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ธนาคารโลก ได้เผยแพร่ รายงานการอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (East Asia and the Pacific: EAP) ระบุว่า วิกฤตการณ์ด้านพลังงานที่มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทวีความรุนแรงของผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่พุ่งสูงขึ้น ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจโลก และปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจในภูมิภาคปี 2026 ชะลอตัวลง โดยคาดว่า จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเหลือร้อยละ 4.2 จากเดิมที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2025
สำหรับ จีน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของภูมิภาค คาดว่าการเติบโตจะชะลอลงจากร้อยละ 5.0 ในปี 2025 ลงมาเหลือร้อยละ 4.2 ในปี 2026 และร้อยละ 4.3 ในปี 2027 โดยเป็นผลจากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ ความท้าทายในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่ทำให้การเติบโตของภาคการส่งออกหดตัวลง
ส่วนอัตราการเติบโตของ ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคคาดว่าจะลดลงเหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2026 ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2027 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะเริ่มคลี่คลายและความไม่แน่นอนที่ลดลง
คาร์ลอส เฟลิเป้ ฮารามิโย รองประธานธนาคารโลก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่า เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังคงเติบโตได้ดีกว่าหลายส่วนของโลก แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อย่างไรก็ตาม การที่จะรักษาระดับการเติบโตได้นั้น ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเผชิญหน้าในการรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง และคว้าโอกาสจากยุคดิจิทัลเพื่อยกระดับผลิตภาพและสร้างงานมากขึ้น
ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตามระดับการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม และความยืดหยุ่นของนโยบายเศรษฐกิจ หากความขัดแย้งดังกล่าวยืดเยื้อและทวีความรุนแรง ก็อาจส่งผลให้ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นและการเติบโตของภูมิภาคหดตัวลง โดยหากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงร้อยละ 50 อาจทำให้รายได้ของครัวเรือนในภูมิภาคลดลงได้ถึงร้อยละ 3-4 ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง รวมถึงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบได้โดยไม่เป็นการสร้างภาระทางการคลังมากจนเกินไป
อาดิตยา แมตทู ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ในอดีตที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกถือว่ามีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม แต่อุปสรรคความท้าทายในปัจจุบันอาจทำให้ความเปราะบางทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นและฉุดรั้งการเติบโตของผลิตภาพ มาตรการสนับสนุนที่เหมาะสมต่อประชาชนและภาคธุรกิจจะช่วยรักษาการจ้างงานในวันนี้ ขณะที่การกลับมาดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่เคยหยุดชะงักอีกครั้งคือปัจจัยที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตในอนาคตได้
รายงานยังระบุว่าการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถือเป็นจุดที่มีสัญญาณเชิงบวกในปี 2025 โดยเฉพาะในมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม นอกจากนี้ AI ยังมีศักยภาพในการช่วยยกระดับผลิตภาพ แต่อย่างไรก็ดี การนำ AI มาใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังอยู่ในระดับที่จำกัด เนื่องจากช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและทักษะแรงงาน ปัจจุบันมีเพียงร้อยละ 13-17 ของบริษัทย่อยของบริษัทข้ามชาติในจีนและไทยเท่านั้นที่มีการใช้ AI ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงหนึ่งในสามของประเทศอุตสาหกรรม
รายงานยังชี้ให้เห็นว่า นโยบายอุตสาหกรรมสามารถช่วยเร่งให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเติบโตเร็วขึ้นและสร้างงานที่มีผลิตภาพสูงขึ้นได้หากอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม มาตรการสนับสนุนแบบมุ่งเป้าในบางอุตสาหกรรมโดยเฉพาะดังที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ มาเลเซีย และล่าสุดในเวียดนาม ประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากประเทศเหล่านี้ได้ยกระดับรากฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และสถาบันกำกับดูแล ไปพร้อมๆ กับการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุน
ในทางกลับกัน มาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจในบางประเทศยังมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลไม่มากนัก เนื่องจากยังมีข้อจำกัดจากรากฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอและมาตรการคุ้มครองทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในภาคบริการ
#ธนาคารโลก #เศรษฐกิจเอเชีย #ภูมิรัฐศาสตร์ #EAPUpdate #AIในเอเชีย #การเติบโตเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจโลก #ไทย #จีน #มาเลเซีย #เวียดนาม








