วันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาตามมาตรา 162
ต่อมาเวลา 10.45 น.นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายว่า นโยบายที่แถลงออกมาดู "จืดชืด" และเหมือนสถานการณ์ปกติ ทั้งที่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจและความผันผวนของโลก พร้อมตำหนิการทำงานของรัฐบาลว่าเป็นแบบเชิงรับ มากกว่าเชิงรุก โดยเฉพาะการสื่อสารข้อมูลในยามวิกฤตที่ทำให้ประชาชนสับสน เช่น เรื่องสต็อกน้ำมันและการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานแบบขอไปที
ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการทวงถามคำมั่นสัญญาช่วงหาเสียง โดยนายอรรถกรเน้นย้ำใน 3 ประเด็นหลัก ค่าไฟฟ้า รัฐบาลเคยประกาศจะลดให้เหลือ 3 บาทต่อหน่วย แต่ความจริงสวนทาง เพราะเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา กกพ. เพิ่งปรับขึ้นค่า Ft ทำให้อัตราค่าไฟขยับเป็น 3.95 บาทต่อหน่วย นโยบายคนละครึ่งพลัส แม้จะไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ทำให้จริงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ไม่ใช่แค่ชื่อนโยบาย รัฐมนตรีมืออาชีพ
ขอฝากถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ว่าอย่าเงียบหายไปพร้อมกับคำสัญญาที่เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียง โดยขอให้นายกฯ มอบหมายภารกิจเร่งด่วนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
นายอรรถกร กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึง นโยบายจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย และยังขาดแผนรองรับเรื่องขยะแบตเตอรี่ ขณะที่นโยบาย Free Visa (60+30 วัน) ถูกมองว่ายาวเกินความจำเป็น จนอาจส่งผลกระทบให้ชาวต่างชาติเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย นอกจากนี้ ดัชนีคอร์รัปชันปี 2568 ที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี (33 คะแนน) สะท้อนถึงธรรมาภิบาลของรัฐบาลที่น่าเป็นห่วง ด้วยท่าทีที่ชัดเจนของพรรคต้นสังกัด
“ผมจะเก็บเล่มนโยบายนี้ไว้ใกล้ตัว เพื่อทวงถามทุกคำมั่นที่รัฐบาลให้ไว้ หากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีหลงลืมคำสัญญา ผมและ สส.พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความจำรัฐบาล จนกว่าจะทำตามที่สัญญากับประชาชนไว้ครบถ้วน” นายอรรถกร กล่าว








