สถาพร ศรีสัจจัง
วงเสวนา “ว่าด้วยการเขียนและอัตลักษณ์” ไม่ได้จบลงที่ “สูตรสำเร็จ” ที่ผู้นำเสวนาคนสุดท้ายบอกว่าประมวลสรุปว่าย่อยมาจาก “คัมภีร์อลังการศาสตร์” ที่บอกเน้นย้ำสิ่งที่ผู้ต้องการเป็น “นักเขียน” ว่า เรื่องเล่าเชิงสร้างสรรค์ (creative writing) ไม่ว่าจะเป็นกวีนิพนธ์ (poetry) เรื่องแต่ง (fiction) หรือ “สารคดี” (non-fiction) ประเภทต่างๆ ว่า จะต้องเข้าใจถึงหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ
1.ความคิด เป็นเสมือน ‘หัวใจ’ ของเรื่องที่เขียน
2.ความรู้ เป็นเสมือน ‘อาภรณ์’ ของงานเขียน
3.ภาษา เป็นเสมือน ‘เครื่องประดับ’ ที่ช่วยตกแต่งงานเขียนมีความอลังการชัดขึ้น
และ 4) ‘ความใกล้ครู’ จะทำให้เขียนได้ง่ายและเขียนได้ดีเร็วขึ้น
เขาเน้นย้ำด้วยว่า คำว่า “ครู” ของนักเขียนนั้นต้องไปค้นคิดเอาเองว่าคือใครหรือคืออะไร เพราะของนักเขียนเป็นเหมือนที่ท่าน “อังคาร กัลยาณพงศ์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ซึ่งเป็น “จิตรกรกวี” ร่วมสมัยคนสำคัญของไทย เคยเขียนกลอนบางวรรคเกี่ยวกับ “ครู” ของท่านไว้ว่า “ข้าน้อยมีครูอยู่ทั่วฟ้า…”
ผ่านประเด็นการพูดนำไปแล้ว ก็ถึงช่วงการ “เสวนา” ที่สมาชิกผู้เข้าร่วมรายการซึ่งมีไม่น้อยกว่า 30 คนได้ร่วมตั้งคำถาม เสนอความรู้สึก และร่วมแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ด้วย
ช่วงนี้สนุกและมีประโยชน์มาก เพราะได้เติมเต็มรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ผู้นำเสวนานำเสนอไว้ในช่วงต้นเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่อง “อัตลักษณ์” ของงานเขียน!
เท่าที่ประมวลได้ พบว่า ที่โดดเด่นน่าสนใจ ก็เป็นมุมมองและทัศนะของผู้นำเสวนาคนสุดท้ายที่ชูหลักการการเขียนจาก “คัมภีร์อลังการศาสตร์” ของอินเดียให้ที่ประชุมฟังอีกนั่นแหละ
เที่ยวนี้เขาเสนอหลักการว่า งานเขียนที่จะสามารถสร้าง “อัตลักษณ์” ให้กับนักเขียนคนใดคนหนึ่งได้อย่างจำเพาะนั้น จะต้องเป็นงานเขียนที่มี “นวัตกรรม” (innovation)!
และเขาก็อรรถาธิบายพร้อมยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นว่า การสร้าง “นวัตกรรม” มี “กระบวนการ” ในการสร้างอย่างไร?
ทั้งยังเสนอความเห็นด้วยว่า ในทัศนะของเขา “นวัตกรรม” ในงานเขียนสามารถดูได้จากอะไรบ้าง!
ที่น่าสนใจที่สุดก็คือเรื่อง “กระบวนการ” หรือ “ขั้นตอน” ในการสร้างนวัตกรรม ที่ฟังมาแล้วก็พอจะประมวลสรุปมาเล่าให้ฟังต่อได้ประมาณดังนี้
เขาบอกว่า เนื่องจากเป็น “งานเขียนเชิงสร้างสรรค์” คำว่า “สร้างสรรค์” ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Creative” นั้น ต้องหมายถึงสิ่งที่เป็นอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้ผู้รับสารหรือผู้อ่านได้ “ตื่นรู้” ต่อการได้รับความคิด ความรู้ และ “รส” แห่งการอ่านที่แปลกใหม่
โดยเหตุนี้ “นวัตกรรม” หรือ “Innovation” ในงานเขียน จึงหมายถึง “ผลิตภัณฑ์งานเขียน” (Writing production) ที่ก่อเกิดจาก “ความรู้คิด” ใหม่ๆ บนฐาน “ความรู้เดิม” (Production) คือผ่านจากภาพนามธรรมของความคิดจนก่อเกิดเป็นสิ่งรูปธรรม คือ “งานเขียน” ชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ กวีนิพนธ์ เรื่องแต่ง สารคดี หรือบทความเชิงทัศนะชนิดใดก็ตาม
กระบวนการสร้าง “นวัตกรรม” ของวิทยากรท่านนี้ สรุปได้ว่า ต้องผ่านขั้นตอนที่สำคัญทั้งสิ้น อย่างน้อยรวม 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
1.ขั้นตอนการสร้างฐานข้อมูล (data base)
2.ขั้นตอนเกิดองค์ความรู้ (knowledge)
3.ขั้นตอนเกิดรสนิยม (taste)
4.ขั้นตอนเกิดจินตนาการหรือ “จินตภาพ” (imagination)
จากนั้น ขั้นตอนที่ 5 คือการ “ก่อเกิดความรู้ใหม่” ในการ “สร้างผลิตภัณฑ์” ก็จะปรากฏรูป (เป็นนามธรรม) ขึ้นในกบาลของมนุษย์คนนั้น (หรือกลุ่มนั้น) หากนำสิ่งที่ได้จาก “กระบวนการคิด” ดังกล่าวมาแปรผลเป็น “งานเขียนชิ้นใหม่” ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า “นวัตกรรม” ในงานเขียนที่มีเนื้อหา แบบแผน มุมคิด และ “รส” ใหม่ๆ ต่อผู้เสพศิลป์ประเภทนี้ขึ้น
เขาสรุปว่า มีแต่ต้องผ่านกระบวนการทางความคิด (ที่มีฐานมาจากความรู้ความเข้าใจ) ที่เรียกว่า “กระบวนการสร้างนวัตกรรม” เช่นนี้เท่านั้น ที่ “นักเขียน” คนหนึ่งจะสามารถสร้าง “งานเขียน” ของตนให้มี “อัตลักษณ์” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Identity” ขึ้นได้ !!!








