สถาพร ศรีสัจจัง
“อัตลักษณ์ในงานเขียน” จะเกิดขึ้นกับนักเขียนคนหนึ่งได้ ก็มีแต่นักเขียนคนนั้นจะต้องสามารถสร้างกระบวนการ “นวัตกรรมในงานเขียน” ขึ้นได้เท่านั้น วิทยากรผู้นำเสวนาคนสุดท้ายในวงเสวนาเรื่อง “ว่าด้วยการเขียนและอัตลักษณ์” ที่เชี่ยวชาญเรื่อง “คัมภีร์อลังการศาสตร์” ซึ่งเป็นตำรางานเขียนสำคัญของสังคมอินเดียที่สังคมไทยรับมากล่าวสรุปอย่างมั่นใจ
เขาพรรณนาต่อว่า 5 ขั้นตอนในการสร้าง “นวัตกรรม” ดังกล่าวที่ประกอบด้วย 1) ขั้นตอนการสร้างฐานข้อมูล (database) 2) ขั้นตอนการเกิดองค์ความรู้ (knowledge) 3) ขั้นตอนการเกิดรสนิยม (taste) 4) ขั้นตอนเกิดจินตนาการหรือ “จินตภาพ” (imagination) ซึ่งจะนำไปสู่ข้อที่ 5) คือการ “ก่อเกิดความรู้ใหม่” ที่จะ “สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่” ขึ้นได้ในที่สุด
“นวัตกรรม” (Innovation) หรือ “สิ่งใหม่” ที่เกิดขึ้นจาก “กระบวนการ” 4 ขั้นตอนแรก ของ “ผู้สร้าง” (Creator) คนนั้นๆ เอง ที่จะก่อให้เกิด “อัตลักษณ์ใน” ชิ้นงานสร้างสรรค์ ที่เขาสร้าง (ทั้งที่เป็นวัตถุธรรมและจินตธรรม) ขึ้นในจินตภาพของ “ลูกค้า” (Client) หรือ “ผู้รับสาร” (Receiver)
“งานเขียน” (Writing) ประเภท “งานเขียนเชิงสร้างสรรค์” (Creative Writing) ไม่ว่าจะเป็น “กวีนิพนธ์” (Poetry) “เรื่องแต่ง” (Fiction) หรือ “สารคดี” (Non-Fiction) ก็ล้วนดำรงอยู่ในกฎเกณฑ์นี้ ไม่นอกเหนือไปจากนี้!
เมื่อถูกตั้งคำถามให้อรรถาธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ เขาก็ตอบอย่างมั่นใจ โดยยกตัวอย่างให้ผู้สนใจที่จะ “พัฒนาการเขียน” ในวงเสวนาครั้งนี้ฟังอย่างเป็นรูปธรรม สรุปได้ประมาณว่า เช่น ถ้าคุณคิดว่าตัวเองอยากเป็น “กวี” (Poet) คุณต้องการจะเขียน “บทกวี” (Poetry) ที่มีคุณค่าที่แปลกใหม่ ที่มี “อัตลักษณ์” ของตัวคุณเอง
สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำก็คือ คุณต้องทำให้ตัวเองมี “องค์ความรู้” (Knowledge) เรื่องบทกวีอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้าน “อัตวิสัย” (Subjectivity) และ “ภววิสัย” (Objectivity) ต้อง “เรียนรู้” อย่าง “กว้าง” และ “ลึก” เกี่ยวกับสิ่งที่เรียก “กวีนิพนธ์ไทย” และ “กวีนิพนธ์สากล” ทั้งที่เป็น “กวีนิพนธ์เชิงขนบ” (Traditional Poetry) และ “กวีนิพนธ์สมัยใหม่” (Modern Poetry)
ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้เข้าใจอย่างแท้จริงถึง “ราก” ที่พัฒนามาเป็น “สมัยใหม่” ของสิ่งที่เรียกว่า “กวีนิพนธ์” หรือ “บทกวี”
อันจะเป็น “ฐานข้อมูล” (database) ในการสร้าง “องค์ความรู้” (Knowledge) ที่จะนำไปสู่ “รสนิยม” หรือ “การเลือกทำเพื่อเลือกเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในแบบใดแบบหนึ่ง จากองค์ความรู้นั้น”
ซึ่งในการตรวจสอบเพ่งพิศ การเป็นดังกล่าวอย่างรอบด้าน อย่างสม่ำเสมอ อย่างเป็นเหตุเป็นผล ย่อมจะส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “จินตนาการ” (Imagination) จากเรื่องนั้นๆ ตามมา
และ “จินตนาการ” ที่เกิดจากความต้องการสร้างสรรค์สิ่งนั้นขึ้นใหม่จากองค์ความรู้สิ่งเดิมหรือ “รากเดิม” นี่เอง ที่จะทำให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (To create the innovation) ที่ “ร่วมสมัย” (Contemporary) ขึ้นได้อย่างแท้จริง!
“กวีนิพนธ์” ชิ้นใหม่ที่มี “อัตลักษณ์” ของกวีคนใหม่ อย่างจำเพาะ ทั้งด้าน “เนื้อหา” (content) และ “รูปแบบ” (Form) จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยกระบวนการดังกล่าวมาเท่านั้น!
หลังวิทยากรผู้นำเสนอยกตัวอย่าง “การสร้างอัตลักษณ์บทกวีด้วยกระบวนการนวัตกรรม” จบลง ก็มีการนำเสนอข้อเห็นด้วย ข้อเห็นแย้ง และ “ข้อเห็นเสริม” กันอย่างกว้างขวางในวงเสวนา
หลายประเด็นในนั้น มักเกาะติดอยู่กับหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับ “คุณสมบัติสำคัญที่สุดของงานเขียนที่ดีจากคัมภีร์อลังการศาสตร์” ซึ่งวิทยากรผู้นำเสนอเรื่อง “กระบวนการสร้างนวัตกรรม” เคยนำเสนอไว้เป็นเรื่องเบื้องต้นมาก่อนหน้านี้แล้ว
นอกจากประเด็นเน้นย้ำเพื่อให้เข้าใจยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเรื่อง “ความคิดเป็นหัวใจของงานเขียน”/“ความรู้เป็นอาภรณ์ของงานเขียน” แล้ว
ประเด็น “ภาษา เป็นเครื่องประดับหรือถนิมพิมพาภรณ์ของงานเขียน” นับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ได้รับการอภิปรายแลกเปลี่ยนถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมากเป็นพิเศษ
หลายเสียงถึงขนาดยืนยันว่า จริงๆ แล้ว “ภาษา” ต่างหากที่อาจถือได้ว่าเป็น “หัวใจ” ของสิ่งที่เรียกว่า “บทกวี”!
ในประเด็นนี้วิทยากรคนเดิมที่สร้างความ “ตื่นความคิด และตื่นตาตื่นใจ” แก่สมาชิกวงเสวนามาแต่ต้น ได้ร่วมเสนอความคิดเห็นเพื่อเติมเต็มอีกเช่นเคย
ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง “ภาษาในบทกวี” นี้ เขาชี้ชัดลงไปเลยว่า…
“กวีคนหนึ่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างสรรค์ “ชุดภาษา” ของตนเองขึ้นชุดหนึ่งให้ได้…ชุดคำที่ไม่เหมือนชุดคำของกวีคนใด เพื่อใช้ในการสร้างสรรค์กวีนิพนธ์ของตน…เมื่อใดที่ผู้อ่านบทกวีได้อ่านบทกวีของเขาโดยไม่ต้องเห็นชื่อผู้เขียน แต่สามารถตระหนักรู้ได้อย่างมั่นใจว่า…นี่คือบทกวีของ “กวีคนนั้น” อย่างแน่นอน-
นั่นแหละ คือสิ่งที่เรียกกันว่า “นวัตกรรมและอัตลักษณ์ทางภาษา”!!!








