สถาพร ศรีสัจจัง
วงเสวนาเรื่อง “ว่าด้วยการเขียนและอัตลักษณ์” ที่จัดขึ้นในมหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งทางจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง แม้จะไม่มีข้อสรุปว่าประสบผลตามความมุ่งหวังของคณะผู้จัดสักแค่ไหน หรือจะส่งผลต่อกลุ่มผู้สนใจที่จะพัฒนา ‘การเขียนเรื่องเล่าเชิงสร้างสรรค์’ (Creative writing) ที่สมัครเข้ามาร่วมเป็นจำนวนไม่น้อย (เมื่อเทียบกับยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่อยู่กับโลก ‘ดิจิทัล’) อย่างไรบ้างก็ตาม
แต่จากที่เห็นด้วยตาและความรู้สึก (ในฐานะผู้เข้าร่วมตลอดงานทั้ง 5 ชั่วโมงกว่าๆ) ก็น่าจะกล่าวได้ว่า มีผลเชิงบวกต่อผู้เข้าร่วมอยู่ไม่น้อย ค่าที่ได้รับแนวคิดและทัศนะใหม่ๆ ทั้งจากคณะวิทยากรและจากการนำเสนอความคิดแลกเปลี่ยนกันเองในวงเสวนา
โดยเฉพาะจากวิทยากรท่านสุดท้าย (คนที่ 4) ที่ได้นำหลักการเขียนจากคัมภีร์อลังการศาสตร์ของอินเดีย, ที่ต้องถือว่าเป็น “ภูมิปัญญา” ตะวันออกแท้ๆ - มาอธิบายอย่างกว้างขวางและ ‘ลงลึก’ อย่างเห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้ นานๆ จึงจะเห็น ”ผู้รู้“ ด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ได้นำ “วิธีวิทยา” ของตะวันออกเราเองที่มีมานานแล้ว มานำเสนออย่างมั่นใจในคุณค่าสักครั้ง
ส่วนใหญ่มักจะสรุปลงไปเลยว่า สิ่งที่เรียกว่า ”การเขียนเชิงสร้างสรรค์“ นั้น เรารับมาจากภูมิปัญญาของนักคิดนักเขียนชาวตะวันตกล้วนๆ ซึ่งวิทยากรท่านนี้ก็ได้นำเสนอความคิด ชี้ให้เห็นถึงเหตุที่นักวิชาการส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเช่นนั้นไว้ด้วยว่า คงเป็นเพราะ บรรดาครูบาอาจารย์หรือ ”ท่านผู้รู้“ เหล่านั้น “หลงประเด็น” ในเรื่องที่เกี่ยวกับ ”ชนิดของงานเขียน“ กับ ”หลักการในการเขียน“
เพราะพวกท่านอาจเห็นว่า ‘ชนิดของงานเขียน’ หรือ ‘ประเภทของงานเขียน’ ที่เรียกว่า ”กวีนิพนธ์“ (Poetry) / “เรื่องแต่ง” (Fiction) และ “สารคดี” (Non-fiction) ที่ล้วนเป็น “เรื่องเล่า” (Storytelling) หรือ “งานเขียนเชิงสร้างสรรค์” (Creative writing) เหล่านั้น เป็น “รูปแบบ“ ที่วงการเขียนไทยรับมาจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ที่ชัดๆ ก็เช่น “กลอนเปล่า” (Blank words) ”เรื่องสั้น“ (Short story) “นิยาย” (Novel) และ “สารคดี” (Feature articles) เป็นต้น
ซึ่งแท้ที่จริง - โดยหลักการ, ตะวันออกเรา - โดยเฉพาะชาติเก่าแก่อย่างอินเดีย, จีน, เปอร์เซีย… และแม้แต่ไทยเราเอง ก็ล้วนมีงานเขียน “ประเภท” หรือ “ชนิด” เหล่านั้นมาแต่โบราณกาลแล้วเช่นกัน ส่วนการพัฒนาเทคนิค เช่น จากร้อยกรองเป็นร้อยแก้วและเทคนิควิธีสร้างเรื่อง สร้างฉาก หรือสร้างตัวละคร ก็มีพัฒนาการเรื่อยมาเช่นเดียวกับตะวันตก
ในรายละเอียดเกี่ยวกับ “อิทธิพล” ที่เกิดจากความสัมพันธ์กัน - แน่ละ, หลังจากที่ชาติตะวันตกได้พัฒนาตัวเองจนกลายเป็น “จักรวรรดินิยม” หรือ ”Imperialist“ (ทั้งเก่าและใหม่ - จักรวรรดินิยมเก่าคือหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้แก่ชาติในยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส / และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คือ “จักรวรรดินิยมอเมริกา”!)
อำนาจทางการทหารและเศรษฐกิจ - การเมืองที่เหนือกว่า เข้มแข็งกว่า ก้าวหน้ากว่า ย่อมทำให้รูปแบบและแนวคิดในงานเขียน (ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง) ของพวกเขา ย่อมต้องมีอิทธิพลเหนือชาติในเอเชียเราที่ส่วนใหญ่อ่อนแอกว่า - ทั้งโดยทางตรงและโดยทางอ้อม, เป็นธรรมดา
กล่าวโดยสรุปแล้ว การมีกิจกรรมเสวนาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” และความสำคัญของการมี “อัตลักษณ์ในงานเขียน” (เชิงสร้างสรรค์) ในครั้งนี้ นับเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจและน่าโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่ง ควรที่สถานศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องจะเอาเป็นแบบเป็นอย่าง ส่งเสริมจัดการให้เกิดขึ้นมีขึ้นในมหาวิทยาลัยของตัวเองบ้าง ไม่ใช่ส่งเสริมกันแต่ “วิชาที่มีมูลค่า” แต่ไม่สนใจ “วิชาที่เป็นคุณค่า” เอาเสียเลย
อย่างมหาวิทยาลัยในยุค “ออกนอกระบบ” (ที่บริหารกันเหมือนระบบห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด - แต่มักขาดระบบคุณธรรมหรือ “ธรรมาภิบาล”) ในปัจจุบัน ที่มักมีเป้ามุ่งอยู่ที่ “การแข่งขันกันทำเงิน” (แต่ก็ยังรับงบสนับสนุนจากรัฐที่มาจากภาษีของประชาชน)
ที่ว่าสถานศึกษาหรือ “มหาวิทยาลัย” ควรส่งเสริมในเรื่องกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เช่นนี้บ้างก็เพราะ สถานศึกษาชั้นสูงอย่างมหาวิทยาลัยในโลกนั้น แต่เดิมเกิดขึ้นเพื่อการสร้าง “นักคิดนักสร้างสรรค์” เพื่อให้เป็นผู้ที่เข้าใจและบรรลุถึง “ความจริง (วิทยาศาสตร์) ความดี (จริยธรรม) และ ความงาม (สุนทรียธรรม)”
และแน่นอน, งานด้าน “วรรณศิลป์” หรือ “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” ก็ล้วนมีเป้ามุ่งอยู่ที่การณ์ดังกล่าวโดยตรง - ก็พูดไปงั้นๆ แหละ, เผื่อจะเข้าหูบรรดา ‘ท่านนักวิชาการ’ ที่มีหน้าที่บริหารมหาวิทยาลัยซึ่งรู้ประสีประสา, ในยุคนี้บ้าง - ก็เท่านั้น!!!!








