สถาพร ศรีสัจจัง
เพิ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมระดมความคิดในเรื่องเกี่ยวกับ “ความสำคัญของการเขียน” ที่ตัดขึ้นโดยสถาบันการศึกษามีชื่อเสียงของภาคใต้แห่งหนึ่ง มี “ผู้รู้-ผู้เล่น” เข้าร่วมเสวนาและร่วมรับฟังจำนวนไม่น้อย ทั้งที่เป็นนักเขียนใหญ่ นักเขียนไม่ใหญ่ นักอยากเขียน และ “นักวิชาการด้านการเขียน” ระดับหัวแถวของประเทศ
ในการ “อภิปรายอย่างกว้างขวาง” นั้น มีประเด็นสำคัญๆเกี่ยวกับเรื่อง “การเขียน” หลายประเด็นด้วยกัน ที่สำคัญก็เช่น ประเภทของการเขียน หลักการสำคัญหรือความเข้าใจในเรื่องวิธีวิทยาทางการเขียน และคุณสมบัติสำคัญๆของงานเขียนที่จะประสบความสำเร็จในการสื่อสารเพื่อการ “สร้างสรรค์” เป็นต้น
ประเด็นแรกคือเรื่องประเภทของงานเขียน ได้ข้อสรุปร่วมกันประมาณว่า การเขียนเป็น รูปแบบการสื่อสารระหว่างมนุษย์ที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานนับหลายพันปี เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการเรียนรู้ของมนุษยชาติทั้งในด้านวิชาการและศิลปะ การเขียนเป็นการ “บันทึก” เพื่อการใดการหนึ่งที่แน่นอน จึงต้องมี “รูปแบบ” (Form) เพื่อใช้บรรจุ“เนื้อหา(Content)ที่เหมาะสม ในวงอภิปรายมี “ผู้รู้” สรุปประเภทของงานเขียนจาก “รูปแบบ” และ “เนื้อหา” ของการเขียนได้ว่า งานเขียนของมนุษย์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “การเขียนเชิงวิชาการ” (Academic Writing) และ “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” (Creative Writing)
(ที่วงเล็บภาษาอังกฤษไว้ด้วยเพราะในวงอภิปรายโดย ท่าน “นักวิชาการผู้รู้” นั้น ท่านกำกับไว้อย่างนั้น คงเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นกระมัง เพราะเขาว่าเรารับสิ่งนี้มาจากโลกตะวันตก ซึ่งหลายคนในที่ประชุมไม่เชื่อนัก)
เขาสรุปกันว่า การเขียนเชิงวิชาการคืองานเขียนที่มุ่งเสนอ “ข้อเท็จจริงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น” ส่วนงานเขียนเชิงสร้างสรรค์มักอยู่ในรูปของ “เรื่องเล่า” ของใครสักคน เกี่ยวกับอะไรสักเรื่องที่ “อารมณ์ความรู้สึก” หรือ “จินตภาพ” เชิง “อัตวิสัย” ของผู้เล่าผสมผสานเข้ากับ “ข้อเท็จจริง” เป็นเนื้อเดียวจนแทบจะแยกกันไม่ออก ว่าตรงไหนเป็นข้อเท็จจริงและตรงไหนเป็นจินตภาพเชิงอัตวิสัยของผู้เขียน หรือ “ผู้เล่า” เอง
ข้อแตกต่างอย่างฉกรรจ์ของ “บันทึก” หรือ “งานเขียน” ทั้ง 2 ประเภทจึงอยู่ที่ “ข้อเท็จจริง” กับ “อารมณ์ความรู้สึก” หรือ “จินตภาพ”
กล่าวคือ งานเขียนเชิงวิชาการที่ดี เป็นงานเขียนที่ต้องนำเสนอเฉพาะ “ข้อเท็จจริง” เท่านั้น ส่วนงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ดีคืองานเขียนที่สามารถหลอมรวมข้อเท็จจริงเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกหรือ “จินตภาพ” ของผู้เขียนได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน จนสามารถสร้าง “พลังแห่งความน่าเชื่อ” ขึ้นแก่ “ผู้รับสาร ฯลฯ หรืออะไรประมาณนั้น
คงเพื่อให้เห็น “ความ” ที่ชัดขึ้น “ผู้รู้” ท่านที่พูดเรื่องนี้ก็ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า งานเขียนเขิงวิชาการก็เช่น ตำรา งานวิจัย บทรายงานผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ จดหมายราชการ และฉลากยา หรือคำอธิบายกำกับยา(ทั้งชื่อ รายละเอียดส่วนผสม และวิธีใช้) เป็นต้น
ส่วนที่เรียกว่า “งานเขียนเชิงสร้างสรรค์” ก็เช่น กวีนิพนธ์ นิยาย เรื่องสั้น สารคดี บทความความที่มีการสอดแทรกทัศนะหรือความคิดเห็น และจดหมายส่วนบุคคล เป็นต้น
วงเสวนาสรุปเรื่อง “ประเภทของงานเขียน” ในประเด็นสำคัญๆได้ประมาณนี้ แล้ววงเสวนาก็เน้นย้ำลงไปว่า วันนี้เราจะคุยเน้นกันแบบจำเพาะลงไปที่เรื่องของการเขียนประเภท“เชิงสร้างสรรค์”
จากนั้นวิทยากรนำเสวนาทั้ง 4 ท่าน(มีทั้งนักเขียนและนักวิชาการ)ก็เริ่มเคลื่อนเข้าสู่ประเด็น “หลักการสำคัญที่ควรทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการเขียนเชิงสร้างสรรค์”
ในประเด็นนี้ วิทยากรส่วนใหญ่ (3จาก 4 ท่าน) ได้นำหลักการ(ที่ควรรู้)เบื้องต้นเกี่ยวกับ การเขียนแบบที่นักวิชาการฝรั่งตะวันตกเรียกว่า “Creative Writing” มาสาธยายกันอย่างทั่วหน้า และอย่างกว้างขวาง
ส่วนใหญ่เป็นหลักและแนวคิดข้อสรุปของนักวิชาการหรือ “นักเขียนใหญ่” ของชาติฝรั่งมังค่าชาวตะวันตกแทบทั้งหมด แบบที่เรียกได้ว่าไม่มีแนวคิดหรือ “วิธีวิทยา” ที่เป็นประสบการณ์ทางภูมิปัญญาด้านการเขียนของ “ผู้รู้” หรือนักปราชญ์ชาติตะวันออกเราเจือปนอยู่ด้วยเลย เหมือนกับ “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” มีแต่ชาวชาติตะวันตกเท่านั้นที่ได้คิดสร้างบุกเบิกมา!
แต่ในประเด็นนี้ สิ่งที่น่าสนใจและอยากนำมาเสนอไว้ในที่นี้ ก็คือการนำเสนอของวิทยากรคนที่4 เขาเริ่มต้นโดยกล่าวว่า สิ่งที่จะนำเสนอเรื่อง เป็นข้อสรุปที่ได้รับจากการศึกษาหนังสือเรื่อง “คัมภีร์อลังการศาสตร์” ของอินเดีย ที่พราหมณ์ ป.ส.ศาสตรี ได้รับมอบหมายจากกรมศิลปากรให้แปลจากต้นฉบับภาษาสันสกฤตของท่าน “วาคฺภฏ” เป็นภาษาไทย และจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกโดยโรงพิมพ์ท่าพระจันทร์ จังหวัดพระนคร เมื่อปีพ.ศ.2504 !!ฯ








