สถาพร ศรีสัจจัง
คำว่า “ติดดี” ของท่านพุทธทาส ภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม ประมวลแล้วน่าจะได้ความประมาณว่า คือ “การที่จิตใจของคนนั้นๆ ยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” หรือสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ” ของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายยิ่งกว่าการ “ติดชั่ว” เพราะเมื่อคนทำความดีก็มักเกิดความรู้สึกกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนดี” ทำให้เกิดอาการ “ยึดมั่นถือมั่น” (อุปาทาน) เอาความดีนั้นมาพอกสร้าง “ตัวตน” (ตัวกูของกู) และง่ายที่จะนำไปใช้ตัดสินหรือดูถูกคนอื่น
การ ‘ติดดี’ นี้มักจะส่งผลต่อความคิดผิดๆ เช่น เกิดความหลงตน (มานะ) เกิดกิเลสที่แนบเนียน คือไม่คิดว่า ”ความดี“ ก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่งที่ต้องไม่ยึดติด และมักมีความคิดที่ติดอยู่ในเรื่องของ “สิ่งคู่” เช่น ดี-ชั่ว, บุญ-บาป, หรือ สุข-ทุกข์ เป็นต้น
’วาทกรรม‘ คำว่า “ติดดี” ของท่านพุทธทาส ภิกขุ ปรากฏในการเทศน์ การบรรยายธรรม และในงานเขียนของท่านเป็นจำนวนมาก เช่น “ ’ความดี‘ ต้องระวังให้มาก เพราะบางครั้งคนเรามักเผลอยึดติดกับความดีของตัวเอง จนกลายเป็นความถือตัวโดยไม่รู้ตัว” / “คนที่คิดว่าตัวเองดีอยู่เสมอ มักมองคนอื่นว่าผิดง่ายขึ้นเรื่อยๆ” / “บางคนไม่ได้ทุกข์เพราะความเลว แต่ทุกข์เพราะยึดมั่นว่า ‘ตัวกู’ ถูกเสมอ” / “ทำดีได้ดี แถวอย่ายึดดี เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว” / “ความดีที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้ตลอดเวลา” / “ความหลงใน ‘ตัวกูของกู’ เกิดได้แม้ในเรื่องดีๆ” ฯลฯ เป็นต้น
ในเรื่อง “ความดี” นี้ ท่านชยสาโร ภิกขุ เอตทัคคะด้านพระพุทธธรรมท่านหนึ่ง เคยเล่าเรื่องเป็นตัวอย่างไว้ ทำนองต้องการจะชี้ให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง เรื่องที่ท่านเล่าเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนคนมีความดังนี้ :
ขณะที่พระพุทธองค์เสด็จผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีเด็กชายคนหนึ่งอายุประมาณ 10 ขวบ เขายืนอยู่ข้างทางที่พระพุทธองค์จะเสด็จผ่าน สายตาของเขา แสดงแววแห่งความอยากรู้อย่างแรงกล้า เด็กน้อยเคยได้ยินใครๆ พูดถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้รู้แจ้งทุกเรื่องราวในโลกมนุษย์ ที่สำคัญคือรู้ถึงความทุกข์และวิธีการดับทุกข์
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง เด็กคนนั้นกรากเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ และถามขึ้นว่า…“ถ้าคนเราต้องแก่ ต้องตายแน่แล้ว จะต้องทำความดีไปทำไม มันจะช่วยอะไรได้หรือ?”
นี่ไม่ใช่คำถามที่ตั้งใจจะดูหมิ่นพระพุทธองค์ แต่มาจากความสงสัยของเด็กจริงๆ พระพุทธองค์ทรงหยุดเดิน ทอดพระเนตรเด็กชายด้วยความเมตตา และทรงถามกลับว่า ”เจ้าเคยเห็นดอกไม้บานไหม?“ / “เคยครับ” เด็กชายตอบ / “แล้วดอกไม้มันบานนานมากไหม?” / “ไม่ครับ บางดอกประเดี๋ยว บางดอกอาจจะนานหน่อย แต่ก็ไม่ถาวร” / “แล้วเจ้าคิดว่า คนปลูกดอกไม้เขาปลูกมันทำไม เมื่อเขารู้อยู่แล้วว่ามันต้องเหี่ยวในที่สุด” / เด็กน้อยนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบ “เพราะมันสวย แม้มันจะอยู่ไม่นานก็ตาม…“ / พระพุทธองค์จึงทรงตรัสต่อว่า “ชีวิตคนก็เช่นกัน ถึงแม้จะไม่อยู่ตลอดไป แต่ถ้ามันเต็มไปด้วยความดี มันก็งดงามและมีค่าเช่นเดียวกับดอกไม้ที่เบ่งบาน แม้จะต้องร่วงโรยไปในที่สุดก็ตาม…”
เด็กชายพนมมือยกขึ้นไหว้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า เพราะเธอเพิ่งเข้าใจตอนนั้นเองว่า การทำดีไม่ใช่เพื่อสิ่งใดทั้งนั้น แต่เพื่อสร้างสิ่งสวยงามให้โลกนี้ แม้เพียงชั่วขณะ
แล้วท่าน ‘ชยสาโร ภิกขุ’ ทิ้งท้ายเรื่องเล่านี้ไว้ว่า : “พระพุทธเจ้าไม่ได้เทศนาเป็นชั่วโมงแต่ทรงหยุดเดินเพียงครู่ เพื่อให้คำที่มีความหมายคำหนึ่ง ที่อาจเปลี่ยนความคิดของเด็กคนหนึ่งไปตลอดชีวิตเพราะเข้าใจเรื่องความดี ว่าไม่ได้วัดกันที่ความยาวของชีวิต แต่วัดกันที่คุณภาพของจิตใจในช่วงที่ยังมีลมหายใจอยู่… “ เมื่อเราสังเกตความดีในตัวเอง สังเกตความดีที่เราทำ และน้ำใจของคนรอบข้าง เราจะรู้สึกเสมือนมีหยดน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจเรา ทำให้เราสดชื่นเบิกบานทุกครั้งที่เราสังเกต” ท่านชยสาโร ภิกขุ สรุปในท้ายที่สุด
เกี่ยวกับ “คนดี“ และ ”ความดี“ นี้ ท่านประธาน ”เหมา เจ๋อ ตง” นักปฏิวัติสังคมจีนคนสำคัญ เคยให้นิยามไว้เมื่อถูกถามว่า “คนดีคืออย่างไร?” ท่านตอบสรุปโดยประมวลความได้ว่า “ก็คือคนที่มีด้านดีด้านสร้างสรรค์ทั้งต่อตัวเองและต่อสังคมส่วนรวมเป็นด้านหลัก มีข้อบกพร่องแต่น้อย เป็นด้านรอง และไม่ขยายข้อบกพร่องนั้นให้กว้างออกไป”
ได้ยินแล้วก็ให้อดคิดถึงบทกลอนชิ้นสำคัญของท่านพุทธทาส ภิกขุ ที่ชื่อ “มองแต่แง่ดีเถิด” ขึ้นมาอีกไม่ได้ บทที่ว่า…
“ เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา / จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่ / เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู / ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย / จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว / อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย / เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย / ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง…ฯ“
เอวังก็มีด้วยประการนี้!!








