สถาพร ศรีสัจจัง
ท่านพุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์) แห่งสวนโมกขพลาราม เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 (ท่านเรียกวันนี้ว่า ‘วันล้ออายุ’) และมรณภาพเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 สิริอายุ 87 ปี 67 พรรษา ณ สวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ช่วงเดือนนี้จึงขอรำลึกถึง ‘คุณูปการทางธรรม’ ในคำสอนของท่านสักเรื่องหนึ่ง คือเรื่องอันตรายของการ “ติดดี”!
ท่านใช้ “สวนโมกขพลาราม” เป็นฐานที่มั่นเพื่อเผยแผ่ “พุทธธรรม” - “ธรรม” ที่ห่มคลุมจนกลายเป็นฐานแห่งการสร้างสรรค์ หรือ ”ราก“ ของ ”วัฒนธรรมแห่งชีวิต“ ที่สำคัญที่สุดของชาวดินแดนสุวรรณภูมิ (ซึ่งมีสังคมไทยปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่ง) มาอย่างยาวนานนับเป็นพันๆ ปี - ในฐานะ “พุทธทาส” รวมเป็นเวลาทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 60 ปี เพราะเฉพาะที่ท่านเริ่มก่อตั้งสวนโมกขพลารามเพื่อปฏิบัติและเผยแผ่พุทธธรรมขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 จนกระทั่งละสังขาร เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 ก็รวม 61 ปีเข้าแล้ว
ตลอด 67 พรรษา ท่านพุทธทาสภิกขุได้ “ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ” หรือ “เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว” (สุปฏิปันโน) ตามคุณลักษณะของพระสงฆ์ (สังฆคุณ 9) อย่างแจ่มชัดเป็นที่ประจักษ์โดยตลอด มีกวีผู้ศรัทธาในสงฆ์รูปนี้บางคน ได้สะท้อนความคิดเห็นถึงท่านไว้เป็นบทกวี ที่อยากนำมาบอกเล่าอยู่บทหนึ่ง ผลงานกวีนิพนธ์ชิ้นนี้ชื่อ ”พุทธบุตร“ มีเนื้อความไม่ยาวนัก ดังนี้
@ เพราะเห็นความไหวในความนิ่ง / ความสูงที่อิงในความต่ำ / เห็นสองด้านเรื่องราวมีขาว-ดำ / จึงเห็นเงื่อนงำความงมงาย / เพราะรู้ว่า ‘กรรม’ คือแดนก่อ / เป็นเหตุแต่งต่อมากความหมาย / จึงพบความเป็น-เห็นความตาย / จนเห็นความว่างไร้แห่งเรื่องราว / เห็นหลากบรรดาอุทาหรณ์ / ดังเช่นเห็นร้อนซ่อนในหนาว / เห็นทางกลับในระหว่างเส้นทางยาว / จึงเห็นทางเมือกคาวแห่งเวรกรรม / เพราะเห็นความไหวในความนิ่ง / และเห็นสูงว่าอิงในความต่ำ / และเห็นขาวใสสว่างบนทางดำ / จึงเห็นแสงแห่ง ‘ธรรม’ ว่านำ ’ไท‘! / เป็นลิ้นงูในปากงูเพราะรู้คิด / เพราะโดยรู้ว่า ‘จิต’ นั้นเป็นใหญ่ / จึงรู้หยุดรู้ปรามไม่ตามไป / จึงได้ใจคืนใจ-ได้ ‘ปัญญา“ ฯ
ท่านพุทธทาส เผยแผ่ธรรมทั้งด้วยการเทศน์ / การบรรยาย / การเขียน / และการสนทนาในทุกรูปแบบ มีผลงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏอย่างกว้างขวางจำนวนมาก ทั้งในเมืองไทยและระดับสากล โดยเฉพาะงานหนังสือ “พุทธธรรม” ชุดสำคัญคือ “ธรรมโฆษณ์”
การบรรยายธรรมใน “วันล้ออายุ” (วันเกิดของท่าน) ประจำปี พ.ศ. 2519 ในหัวข้อ “โลกวิปริต“ ท่านได้นำบทกลอนของท่านบทหนึ่งมายกตัวอย่างประกอบ จนเกิด ”วาทกรรม“ สำคัญคือ ”ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ“ เรื่องนี้พระไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต องค์ธรรมกถึกร่วมสมัยรูปสำคัญ ได้เขียนถึงไว้ในคอลัมน์ของหนังสือพิมพ์ “มติชน” ตอนหนึ่งว่า
“...เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ท่านพุทธทาสภิกขุได้บรรยายธรรมในโอกาสที่ท่านมีอายุครบ 7 ทศวรรษ หัวข้อที่ท่านเลือกมาแสดงธรรมคือ 'โลกวิปริต' จะว่าไปแล้วนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านเตือนให้เราตระหนักถึงปัญหาความวิปริตของโลก แต่ในการบรรยายธรรมครั้งนั้นท่านได้แจกแจงสภาพการณ์และสาเหตุของความวิปริตดังกล่าวไว้อย่างละเอียด ซึ่งกล่าวโดยสรุปก็คือ โลกนี้วิปริตเพราะการคลาดเคลื่อนออกจากหลักธรรม จนตกเข้าไปเป็นทาสของวัตถุนิยม ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเรียกร้องให้ชาวพุทธทั้งหลายพยายามเข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนาเพื่อพาตนให้หลุดพ้นจากอำนาจของวัตถุนิยม ขณะเดียวกันก็ช่วยกันนำศีลธรรมกลับมา เพราะ 'ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ'...”
เพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญของกลอนบทนี้ จึงขอนำความเต็มๆ มาลงไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง ดังนี้
“@ ถ้าศีลธรรม ไม่กลับมา โลกาวินาศ / มนุษยชาติ จะเลวร้าย กว่าเดรัจฉาน / มัวหลงเรื่อง กินกามเกียรติ เกลียดนิพพาน / ล้วนดื้อด้าน ไม่เหนี่ยวรั้ง บังคับใจ / อาชญากรรม เกิดกระหน่ำ ลงในโลก / มีเลือดโชก แดงฉาน แล้วซ่านไหล / เพราะบ้ากิน บ้ากาม ทรามเกินไป / บ้าเกียรติก็ พอไม่ได้ ให้เมาตน / อยากครองเมือง ครองโลก โยกกันใหญ่ / ไม่มีใคร เมตตาใคร ให้สับสน / ขอศีลธรรม ให้กลับมา พาผู้คน / ให้ผ่านพ้น วิกฤตการณ์ ทันเวลา ฯ”
หรือโลกเราวันนี้จะไม่ “มีเลือดโชกแดงฉานแล้วซ่านไหล” อย่างที่ท่านพุทธทาสเคยบอกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519?
แต่...เรื่องสำคัญที่อยากคุย คือเรื่องหนึ่ง ที่ท่าน ”สอน“ ว่า ‘อันตราย’ มาก อยู่เสมอๆ ก็คือเรื่องของคนที่ ”ติดดี” ดังที่ท่านเคยเทศน์ไว้ตอนหนึ่งว่า
“...ติดดี อันตรายกว่าติดชั่ว เพราะเราคิดว่าตัวเองถูก คิดว่าตัวเองดี แล้วเผลอเอาความดีไปเลี้ยง ‘ตัวกู’...”








