สถาพร ศรีสัจจัง
เคยมีผู้วิเคราะห์ไว้ว่า ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ต้องพ่ายแพ้ในการต่อสู้ทางการเมืองชนิดต้องกลายเป็นพรรค “ล้มละลาย” ในท้ายที่สุดนั้น เป็นเพราะการวิเคราะห์สภาพความขัดแย้งทางชนชั้นในสังคมไทยผิด ที่ผิดอย่างฉกรรจ์ คือ การวิเคราะห์เรื่องความซับซ้อนเชิงคุณภาพระหว่างสถาบันศักดินากับ “ประชาชน”
ผู้วิเคราะห์คนนี้เรียกสิ่งนี้ว่า “โค้งปราบเซียน”!
คำ “โค้งปราบเซียน” นี้ เป็น “ความเปรียบ” ที่มักใช้กับบรรดานักขับรถเร็ว หรือ “รถซิ่ง” ทั้งหลายโดยเฉพาะบรรดาวัยรุ่นมอเตอร์ไซค์ซิ่งกวนเมืองที่มัก “กวนใจชาวบ้าน”
เมื่อกวนใจชาวบ้าน บรรดานักซิ่งเหล่านี้จึงมักถูก “สั่งสอน” หรือ ตอบโต้จากชาวบ้านที่กล้า “ลุกขึ้นสู้” วิธีการหนึ่งก็คือ พวกเขาจะเรียนรู้ว่านักซิ่งมักคึกคะนองใจ มักขับขี่แบบประมาท
และชาวบ้านซึ่งเป็น “เจ้าถิ่นตัวจริง” จะรู้ว่าควรวาง “กับดัก” เพื่อสั่งสอนการขับขี่ “กวนเมือง” ของบรรดานักซิ่งรุ่นใหม่พวกนี้อย่างไร และที่ไหน
เรื่องของ “โค้งปราบเซียน” จึงเกิดขึ้น!
พวกมอเตอร์ไซค์ซิ่งจึงมักต้องล้มกลิ้งโค่โล่ (คำนี้มาจากภาษาอีสาน) อยู่ตรง “โค้งปราบเซียน” อยู่เสมอๆ ด้วยฝีมือการสั่งสอนของชาวบ้าน ด้วยวิธีง่ายๆแบบชาวบ้าน เช่น การเอาถั่วเขียวไปโปรยไว้ตรงโค้งอันตราย เพื่อให้เลี้ยวแล้วล้ม
ถ้าอยากให้หนักถึงตาย ก็อาจดักด้วยเส้นลวด!
โค้งปราบเซียนจึงเกิดจากข้อจำกัดในลักษณะของสายถนน!
เหมือนกับข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ของสังคม ซึ่งแต่ละสังคมมีลักษณะพิเศษหรือรายละเอียดของ “โค้ง” ที่ไม่เหมือนกัน
กล่าวเฉพาะปรากฏการณ์ทางการเมืองของสังคมไทยวันนี้ กรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น นักวิเคราะห์ที่ใช้หลัก “โค้งปราบเซียน” หรือ หลัก “ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์” ดังที่ได้กล่าวมา ตั้งข้อสังเกตุว่าทฤษฎีดังกล่าวยังใช้ได้ดี
โจทย์ที่พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ตั้งขึ้นมานำเสนอในทำนองว่า การเมืองของสังคมไทยที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความฉ้อฉลคอร์รัปชั่น พรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นเก่าล้วนล้าหลัง ล้วนชั่วช้าสามานย์โกงกิน มีความคิดอนุรักษ์นิยมที่ตามไม่ทันความก้าวหน้าของโลก ทำให้ประเทศไร้อนาคตและประชาชนเสียโอกาส ฯลฯ
ดังนั้นจึงจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคน!
ทั้งในเรื่อง “โครงสร้างชั้นล่าง” (Base Structure) และ “โครงสร้างชั้นบน” (Super Structure) ทั้งในเรื่องกฎหมายและจริยธรรม!
ท่ามกลางความตื่นรู้ทางสังคมที่กว้างขวางขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยช่องสารออนไลน์ที่เข้าถึงประชาชนได้ง่ายที่แผ่กว้างขึ้น และด้วยการจัดตั้งที่มีลักษณะนวัตกรรมสมัยใหม่ รวมศูนย์กลุ่มพลังๆสำคัญๆ โดยเฉพาะกลุ่ม เอ็น.จี.โอ. และเทคโนแครต ช่องที.วี.รุ่นใหม่ และช่องสารออนไลน์ ฯ
พรรคการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่จึงเหมือนจะมีความมั่นใจว่า มวลชนในสังคมไทยน่าจะมีความพร้อมแล้วในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมใหม่ที่ดีกว่าตามนโยบายที่พวกเขานำเสนอ!
แน่ละกลุ่มพลังพรรคการเมืองที่ถูกกระหน่ำตราหน้าว่าเป็นฝ่าย “อนุรักษ์นิยม” ก็ย่อมจะไม่อยู่นิ่งเฉยเช่นกัน ทั้งพวกเขาอาจจะเข้าใจ “ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์” ของสังคมไทย มากกว่าหรือดีกว่า จนสามารถเล็งเห็นว่า “โค้งปราบเซียน” ของฝ่ายตรงข้ามที่มีพลังแห่งความสดใหม่อยู่ตรงไหน!
พวกเขาก็ย่อมจะต้องเลือกใช้โค้งดังกล่าวนั้น “ปราบเซียน” ที่ประกาศตัวเป็นศัตรูกับพวกเขาอย่างแน่นอน ส่วนพวกเขาจะสามารถทำได้แค่ให้ “ล้มลุกคลุกคลาน” หรือ “ถึงตาย” นั้นก็ต้องย่อมขึ้นอยู่กับพลังทางอัตวิสัย(subjectivity)และเงื่อนเหตุทางภววิสัย(objectivity)ของพวกเขาเอง!
อาจเป็นเพียงถั่วเขียวหรืออาจเป็นเส้นลวด!
ผลการเลือกตั้งในประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่อง“ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์” และ “โค้งปราบเซียน” อย่างไรบ้าง?และอะไรคือ “ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย”?อะไรคือ “โค้งปราบเซียน” ในสังคมไทย?
ใครจะตอบเรื่องนี้อย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมได้จริงบ้าง?และใครบ้างที่เชื่อมั่นและเข้าใจอย่างแท้จริงว่า “วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพของประชากร!?”!!
#เส้นแบ่งความคิด #โค้งปราบเซียน #ข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ #เลือกตั้ง2569 #การเมืองไทย #การเมืองคนรุ่นใหม่ #วัฒนธรรมการเมือง #วิเคราะห์การเมือง








