สถาพร ศรีสัจจัง
ในเหตุอันเต็มไปด้วย “ปริเทวนาการ” หรือ “ท่ามกลางความท่วมทุกข์” ของสังคมไทย แน่ละ ในฐานะที่สังคมแห่งนี้เคยได้ชื่อว่าเป็น “สุวรรณภูมิ” ที่วิถีแห่งพุทธรรมได้ห่มคลุมหัวใจผู้คนมายาวนาน การแก้ “ทุกข์”ของชาวบ้าน(ส่วนใหญ่)จึงใช้วิถี “พุทธธรรมบำบัด” มา “ช่วยชีวิต” โดยตลอดมา
แต่หลังจากระบบทุนนิยมเสรีได้รับการการพัฒนาขึ้นอย่างเร่งเร้า(ผิดสภาวธรรม)โดยสิ่งที่เรียกว่า“แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 1 ศตวรรษ จนถึงบัดนี้ ก็ดูเหมือนว่า “ความทุกข์หนัก”(ชาวพุทธเชื่อว่าการเกิดก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว)ของผู้คนในสังคมไทยจะแพร่กระจายไปทั่วเหมือนเป็นโรคระบาดใหญ่!
คล้ายกับว่าคนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวไทยพุทธจะหลงลืมคำสอนและแนวปฏิบัติแห่งชีวิต(อย่างน้อยก็เพื่อให้เป็นทุกข์น้อยลง)ของพระพุทธศาสดาไปเสียสิ้น บรรดานักบวชในวัดที่น่าจะเป็น “สงฆ์” สอนชาวบ้าน ก็ดูจะอ่อนล้าในพลังบริสุทธิ์แห่ง “ธรรม” จนดูเหมือนยากจะต้านทานพลังศาสนาใหม่กระตุ้นกิเลสอย่าง “ระบบทุนนิยม” ที่แพร่กระจายและปักหลักลงอย่างมั่นคงยิ่งแล้วในสังคมไทยปัจจุบัน
วาระนี้จึงจะขออาราธนาน้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ให้แง่คิดหรือแนวทางเพื่อการ “พ้นทุกข์”มา “จาร” ไว้ ณ ที่นี้อีกครั้ง เผื่อบางดวงตาอาจจะ “เห็นธรรม” ขึ้นบ้าง และสามารถนำไปกระตุ้น “ใจ” ให้ “ลุกขึ้นสู้” เพื่อ “ปลดทุกข์” ดังกล่าวลง ดังที่พรรพชนคนไทยเคยทำได้!
คำสอนแรกเป็นเรื่อง “เหตุแห่งทุกข์” พระองค์ทรงตรัสไว้ดังนี้
“…ความทุกข์ทั้งมวลมีมูลรากมาจากตัณหา อุปาทาน ความทะยานอยากดิ้นรน และความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นของเรา รวมถึงความเพลินใจในอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่เข้าไปเกาะเกี่ยวยึดถือไว้โดยความเป็นตนเป็นของตน ที่จะไม่ก่อทุกข์ก่อโทษนั้นเป็นไม่มี หาไม่ได้ในโลกนี้…”
และว่า
“… เมื่อใดบุคคลมาเห็นสักแต่ว่าเห็น ฟังสักแต่ว่าฟัง รู้ก็สักแต่ว่าได้รู้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆก็เพียงสักว่าๆ ไม่หลงไหลพัวพันมัวเมา เมื่อนั้นจิตก็จะว่างจากการยึดถือต่างๆ ปลอดโปร่งแจ่มใสเบิกบานอยู่เสมอ…”
แล้วทรงสอนต่ออีก
“…จงมองดูโลกนี้โดยความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ ละวางความยึดมั่นตัวตนเสีย ด้วยประการฉะนี้ เธอจะเบาสบายคลายทุกข์คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่าการปล่อยวางและการสำรวมตนอยู่ในธรรม”
และว่า
“…ลาภยศนั้นเป็นเหยื่อของโลก ที่น้อยคนนักจะสละและวางได้ จึงแย่งลาภแย่งยศกันอยู่เสมอ เหมือนปลาที่แย่งเหยื่อกันกิน แต่หารู้ไม่ว่าเหยื่อนั้นมีเบ็ดเกี่ยวอยู่ด้วย หรือเหมือนไก่ที่แย่งใส้เดือนกัน จิกตีกัน ทำลายกัน จนพินาศไปทั้ง 2 ฝ่าย น่าสลดสังเวชยิ่งนัก…”
ทั้งทรงตรัสอีกว่า
“…มนุษย์เราเจริญกว่าสัตว์ตามที่มนุษย์เราชอบพูดกัน แต่ดูเหมือนพวกเราจะมีความสุขน้อยกว่าสัตว์ ภาระใหญ่ที่ต้องแบกไว้คือเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ…ความจริงร่างกายของคนเรามิได้ต้องการอาหารอะไรมากนัก เมื่อหิว ร่างกายก็ต้องการอาหารเพียงเพื่อบำบัดความหิวเท่านั้น แต่เมื่อมีเกียรติเข้ามาบวกด้วย จึงกลายเป็นเรื่องกินอย่างเกียรติยศ และแล้วก็มีภาระตามมาอย่างหนักหน่วง คนจำนวนมากเบื่อเรื่องนี้ แต่จำต้องทำเหมือนวัวหรือควาย ซึ่งเบื่อหน่ายต่อแอกและไถ แต่ต้องลากมันไป…”
ทรงตั้งข้อสังเกตุถึงเหตุแห่งทุกข์อย่างสำคัญไว้ว่า
“…ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวอยู่ภายใต้การจองจำของสังคม ซึ่งมีแต่ความหลอกหลอน สับปรับและแปรผัน ทำไมมนุษย์จึงยอมตัวเป็นทาสของสังคมจนแทบจะกระดิกกระเดี้ยตัวไม่ได้ จะทำอะไรจะคิดอะไรก็ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของสังคมไปเสียหมด สังคมจึงกลายเป็นเครื่องจองจำชีวิต ที่มนุษย์ซึ่งสำคัญว่าตัวเองเจริญแล้วช่วยกันสร้างขึ้น ดูแล้ว ความสะดวกสบายและเสรีภาพของมนุษย์จะสู้สัตว์เดรัจฉานบางประเภทไม่ได้ ที่มันมีเสรีภาพที่จะทำอะไรตามใจชอบอยู่เสมอ อย่างเช่นฝูงวิหคนกกา…”
และทรงชี้ “ทาง” แห่งการพ้นทุกข์ไว้ว่า
“…บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปดประเสริฐที่สุด บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะ หรือการปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐที่สุด…มรรคมีองค์แปดนี้แล เป็นไปเพื่อทัศนะอันบริสุทธิ์ หาใช่ทางอื่นไม่ เธอทั้งหลายจงเดินไปตามทางมรรคมีองค์แปดนี้ อันเป็นทางที่ทำมารให้หลง ติดตามมิได้ เธอทั้งหลายจงตั้งใจปฏิบัติเพื่อทำทุกข์ให้สิ้นไปด้วยความเพียรพยายาม เธอทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น เมื่อปฏิบัติตนดังนี้ พวกเธอจักพ้นจากมารและบ่วงแห่งมาร”
แล้วทรงสอนเรื่อง“ความสุข”ไว้ว่า
“…ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย…”
ฯลฯ
“หลักคำสอน” หรือ “วาทกรรม” ของพระพุทธองค์ที่ยกมา ปรากฏขึ้นในสังคมไทยกว่า 2 พันปีมาแล้ว บรรพชนของเราเคยน้อมรับสมาทานมาเป็น “ทาง” ในการ “ปฏิบัติชีวิต” ทั้งในเรื่องส่วนตัวและส่วนสังคม เพื่อลด “ทุกข์” ทั้งในเรื่องส่วนตนและส่วนสังคมกันมายาวนานนักหนาแล้ว ที่นำมาบอกมาเล่าเป็นเพียง“กระผีก” เล็กๆน้อยจากส่วนของคำสอนอันมหาศาลทั้งหมด ก็ด้วยความคาดหวังว่า อาจมี “บางใคร” ในวันนี้ที่พบเห็นบทความนี้ จะถูก ‘กระตุกต่อม’ ให้ตื่นขึ้น เพื่อปลีกห่างจากอาการ “ปริเทวนาการ” ในสังคมไทยยามนี้ได้บ้าง!
ฟังหรือไม่ รับหรือไม่ เอื้อคุณหรือไม่เอื้อคุณ ล้วนต้องเป็นไปโดยตน!!!







