ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายทุกๆท่านครับ เหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ผมขอแสดงความเสียใจและขอให้ดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ไปสู่สุขคติในสัมปรายภพครับ
ผู้อ่านทุกท่านครับ “รถไฟชนรถเมล์” คำๆนี้ ผมเชื่อว่าหลายๆท่านอาจจะรู้สึกเหมือนผม ตอนที่ได้ยินข่าวครั้งแรก หนึ่งในความรู้สึกนอกเหนือจากตกใจแล้ว คือความรู้สึกที่ว่า “เป็นไปได้หรอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดว่านี่คือปี 2026 แล้ว...จริงไหมครับ? วันนี้เราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องพูดคุยกันเรื่องนี้
เหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารกลางกรุงเทพฯ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรมที่ทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามซ้ำๆ ว่า “ทำไมเรื่องแบบนี้ยังเกิดขึ้นได้” ทั้งที่โลกในปัจจุบันมีเทคโนโลยี ระบบเตือนภัย และมาตรฐานความปลอดภัยด้านคมนาคมที่ก้าวหน้าไปไกลแล้ว อย่างที่เกริ่นไปนั่นแหล่ะครับ มันฟังดูไม่น่าเกิดขึ้นได้ง่ายๆอีกแล้วในยุคนี้สมัยนี้
ในหลายประเทศ อุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟกับถนน (Railway Crossing) ถือเป็น “ความเสี่ยงระดับสูง” ที่รัฐต้องจัดการอย่างจริงจัง เพราะเมื่อรถไฟปะทะกับยานพาหนะใดก็ตาม โอกาสรอดชีวิตของผู้โดยสารมักต่ำมาก เนื่องจากรถไฟมีน้ำหนักมหาศาลและไม่สามารถหยุดกะทันหันได้เหมือนรถยนต์ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทคโนโลยีรถไฟได้พัฒนาไปอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
คำถามที่สำคัญที่สุด คือ “เราจะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร” ?
หลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้ สังคมไทยมักวนอยู่กับการหาผู้รับโทษ เช่น โทษคนขับรถไฟ โทษคนขับรถอื่น ความประมาท หรือแม้แต่โชคร้ายเฉพาะหน้าไปจนถึงสิ่งที่มองไม่เห็น ซึ่งเอาจริงๆครั้งนี้ก็เช่นกันที่เรายังสาละวนและดราม่ากับการหาคนผิด แต่หากถอยออกมามองสักหนึ่งก้าวแล้วมองลึกลงไป การมองหาผู้รับผิดรับโทษเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหา เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของ “คน” เพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของ “ระบบ” ทั้งระบบ
ตัวชี้วัดที่น่าสนใจ อยู่ในข่าวที่ออกตามทีวีอยู่แล้ว โดยเฉพาะคำที่บอกว่า “ปกติ รถไฟจะต้องหยุดรอก่อน ค่อยไปต่อ” ประโยคนี้คือหลักฐานชั้นดีของความพังของระบบ ฟังแล้วอยากจะร้องว่า “ฮัลโหลววววว รถไฟต้องหยุดรอ???”
ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากเคยเผชิญปัญหาแบบเดียวกับไทยในอดีต แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาลดอุบัติเหตุลงได้ ไม่ใช่เพราะประชาชนมีวินัยมากกว่าโดยธรรมชาติ หากเกิดจากการออกแบบระบบที่ทำให้ “แม้คนพลาด ก็ยังไม่ตาย”
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ ประเทศที่มีทางรถไฟหนาแน่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่กลับมีอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดลดลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ญี่ปุ่นทำไม่ใช่เพียงติดป้ายเตือน แต่ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ไม้กั้นสองชั้น สัญญาณไฟเสียงเตือนที่ชัดเจน กล้องตรวจจับสิ่งกีดขวาง ไปจนถึงระบบสั่งหยุดรถไฟอัตโนมัติหากพบว่ายังมีรถติดค้างบนราง
ที่สำคัญ ญี่ปุ่นพยายาม “ยกเลิกจุดตัดระดับพื้นดิน” ให้มากที่สุด ผ่านการสร้างทางยกระดับและอุโมงค์ลอด แม้ใช้งบประมาณสูง แต่รัฐบาลญี่ปุ่นมองว่า ความสูญเสียจากชีวิตประชาชนมีราคาสูงกว่า
ขณะที่ยุโรปหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ หรือเยอรมนี ใช้แนวคิด “Vision Zero” หรือ “ไม่มีใครควรเสียชีวิตจากระบบคมนาคม” เป็นหลักคิดสำคัญ นั่นหมายความว่า หากเกิดอุบัติเหตุ รัฐต้องย้อนกลับไปดูว่าระบบตรงไหนยังปล่อยให้ความผิดพลาดของมนุษย์นำไปสู่ความตายได้ง่ายเกินไป
ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอุบัติเหตุลักษณะนี้จำนวนมากในอดีต หน่วยงานด้านคมนาคมได้พัฒนาเทคโนโลยี “Positive Train Control” (PTC) ที่ช่วยควบคุมและชะลอรถไฟอัตโนมัติเมื่อพบความเสี่ยง รวมถึงมีการใช้ AI และเซนเซอร์ตรวจจับรถติดค้างบนรางในหลายเมือง
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย เราต้องยอมรับตรงๆ ว่า จุดตัดทางรถไฟจำนวนไม่น้อยยังขาดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน บางแห่งไม่มีไม้กั้น บางแห่งสัญญาณเตือนไม่ชัด บางแห่งมีสิ่งปลูกสร้างบดบังทัศนวิสัย หรือแม้แต่บางแห่งประชาชนเองก็ “ชิน” กับการฝ่าไม้กั้น เพราะมองว่า “ทัน”
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ เรามักแก้ปัญหาแบบ “หลังเกิดเหตุ” มากกว่า “ก่อนเกิดเหตุ” ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ จะมีการพูดถึงการเพิ่มความเข้มงวด การลงโทษ หรือการตรวจสอบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่วงจรเดิม ไม่ต่างจากกรณีที่รถชนคนตายตรงทางม้าลาย ที่ปัจจุบันเชื่อว่าหลายคนลืมหมอต่ายไปนานแล้ว...
ประเทศไทยอาจต้องเริ่มคิดใหม่ว่า ความปลอดภัยทางคมนาคมไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “การลงทุนด้านความมั่นคงของมนุษย์” เพราะทุกชีวิตที่สูญเสียไม่ได้มีเพียงตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่หมายถึงครอบครัว รายได้ อนาคต และความเชื่อมั่นของสังคม
ในระยะสั้น สิ่งที่ควรเร่งดำเนินการคือ การสำรวจจุดตัดเสี่ยงทั่วประเทศ ติดตั้งไม้กั้นอัตโนมัติ กล้อง AI ตรวจจับรถค้างราง เพิ่มไฟส่องสว่าง และปรับบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนให้จริงจัง ขณะเดียวกันต้องพัฒนาระบบสื่อสารระหว่างรถไฟและศูนย์ควบคุมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น บางครั้งต้องอาศัย “ช๊อคทางสังคม” เช่นนี้เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดการสร้างวินัยให้คนในสังคม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ลามไปจนถึงภาคการศึกษาและเยาวชน เพื่อให้คนไทย “ไม่ลืม” กันง่ายๆ
แต่ในระยะยาว ไทยจำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ลดจุดตัดทางรถไฟระดับพื้นดินให้มากที่สุด เพราะตราบใดที่รถยนต์ คนเดินถนน และรถไฟยังต้อง “แย่งพื้นที่เดียวกัน” ความเสี่ยงก็จะยังคงอยู่ รวมไปจนถึงการลงทุนกับระบบที่จำเป็น โดยตั้งโจทย์ใหม่ว่า เราจะทำระบบอย่างไรให้ “แม้คนจะผิดพลาด ก็จะยังปลอดภัยอยู่” นี่คือโจทย์ที่ควรจะเป็น ไม่ใช่การใส่เทคโนโลยีเข้ามาอย่างสะเปะสะปะ ซึ่งก็จะไม่ได้ช่วยอะไรอยู่ดี
ท้ายที่สุดแล้ว โศกนาฏกรรมเช่นนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “อุบัติเหตุ” แต่ควรเป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบความปลอดภัยของเรายังมีช่องโหว่มากเพียงใด
เพราะในประเทศที่ให้คุณค่ากับชีวิตประชาชนอย่างแท้จริง เป้าหมายของระบบคมนาคมไม่ใช่แค่ “พาคนไปถึงที่หมาย” แต่ต้องทำให้ทุกคน “กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย” ด้วยเช่นกัน
เอวัง








