"คมนาคม" ขานรับบัญชานายกฯ สั่งด่วนที่สุด! จี้ รฟท. สรุปผลสอบเหตุรถไฟชนรถ ขสมก. แยกอโศก ภายใน 24 ชั่วโมง เคลียร์ทุกข้อกังขาข้อสงสัยสังคม ทั้งปมพนักงานขับรถละทิ้งหน้าที่-ผลตรวจสารเสพติด พร้อมกางตัวเลขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ สูงสุด 2.39 ล้านบาท ด้าน "ศิริพงษ์" แจงปมใบอนุญาตกรมราง ยันไม่กระทบรูปคดี เร่งล้างไพ่สังคายนาโครงสร้างขาดแคลนกำลังพล
วันที่ 19 พ.ค. 2569 เวลา 15.45 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายศิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ รถไฟชนรถโดยสารประจำทาง ขสมก. บริเวณสี่แยกอโศก ว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยและเน้นย้ำให้กระทรวงคมนาคมเร่งดำเนินการสอบสวนเพื่อตอบคำถามสังคมโดยเร็วที่สุด เนื่องจากในแต่ละวันเริ่มมีพยานหลักฐานใหม่ๆ ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทรวงคมนาคมได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีว่า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงขึ้นมา 2 ชุด คาดว่าจะสามารถสรุปผลและรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีได้ภายในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.)
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย คือ ตรวจสอบตำแหน่งพนักงานขับรถ ในขณะเกิดเหตุ พนักงานขับรถปฏิบัติหน้าที่อยู่ในห้องควบคุมรถจริงหรือไม่ ขยายผลประเด็นสารเสพติด กรณีมีกระแสข่าวพนักงานขับรถเสพยาเสพติด รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มงวด จึงต้องตรวจสอบว่าเกิดความบกพร่องในส่วนใด และระบบคัดกรองมีช่องโหว่ตรงไหน
เมื่อถามว่ามาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ นายศิริพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าขออนุมัติจาก ครม. อีก เนื่องจากกระทรวงคมนาคมสามารถบริหารจัดการได้ทันที โดยจะเป็นการบูรณาการงบประมาณจากกองทุนต่างๆ ร่วมกันระหว่าง ขสมก. และ รฟท. ซึ่งมีกรอบวงเงินเยียวยา คือกรณีเสียชีวิต จ่ายเยียวยารายละประมาณ 2,390,000 บาทกรณีบาดเจ็บ:วงเงินรักษาพยาบาลและเยียวยาสูงสุดรายละไม่เกิน 1,000,000 บาท
เมื่อถามว่ามีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีข้อกฎหมายและใบอนุญาตของกรมการขนส่งทางราง (กรมราง) รมช.คมนาคม กล่าววา ไม่ใช่กรณีที่กรมรางปฏิเสธการออกใบอนุญาต แต่เนื่องจาก พ.ร.บ. ขนส่งทางราง เป็นกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งตามกฎหมายมีกรอบระยะเวลาให้ดำเนินการเปลี่ยนผ่าน 120 วัน ทำให้ปัจจุบันยังคงเหลือเวลาตามกฎหมายอีกประมาณ 60 วัน หน่วยงานต่างๆ จึงอยู่ระหว่างการทยอยยื่นเอกสาร
"สำหรับกรณีนี้ พนักงานขับรถรายดังกล่าวยังไม่ได้มายืนยันตัวตนกับกรมราง แต่ในทางปฏิบัติเขามีใบขับขี่ที่ออกโดยการรถไฟฯ รองรับอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องใบอนุญาตจากกรมรางจะไม่มีส่วนในการนำมาพิจารณาหักล้างหรือลดหย่อนโทษ ความผิดฐานไหนก็ต้องดำเนินคดีไปตามข้อเท็จจริงฐานนั้น อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะต้องมีการรื้อระบบการตรวจสอบใหม่ จากเดิมที่เน้นประเมินเฉพาะทักษะการขับขี่ ต่อไปจะต้องเพิ่มความเข้มงวดเรื่องมาตรการตรวจสารเสพติดอย่างจริงจัง" นายศิริพงษ์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟฯ ออกมาระบุถึงปัญหากำลังพลตึงตัว โดยมีกรอบอัตราพนักงานขับรถ 1,200 ตำแหน่ง แต่มีผู้ปฏิบัติงานจริงเพียง 900 กว่าคนนั้น นายศิริพงษ์ กล่าวยอมรับว่า ปัญหานี้เป็นผลผูกพันมาจากมาตรการลดขนาดองค์กรภาครัฐตามมติ ครม. ช่วงปี 2540 ที่จำกัดอัตรากำลังคนและอัตราทดแทนผู้เกษียณอายุ
ปัจจุบัน ผู้ว่าการ รฟท. ได้เสนอแผนปรับปรุงโครงสร้างองค์กรเข้ามาให้กระทรวงฯ พิจารณาแล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะต้องนัดหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.ร.) เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม เนื่องจากเกี่ยวพันกับภาระงบประมาณจำนวนมาก โดยอาจพิจารณาทางเลือกที่หลากหลายผสมผสานกัน เช่น การอนุมัติเพิ่มอัตรากำลังในจุดที่วิกฤต, การปรับใช้รูปแบบจ้างเหมาบริการ (Outsource) ในบางส่วน หรือการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อลดความเสี่ยงและความเหนื่อยล้าของบุคลากรในอนาคต








