ร่วมสมัย / ชะมวง พฤกษาถิ่น : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) โดยกองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ลงพื้นที่กิจกรรมบ้านภูเขาทองอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส รวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ : ช่างฝีมือย้อมสีธรรมชาติ ภายใต้โครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2569
เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวกิตติพร ใจบุญ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิปัญญา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมด้วยนางสาวศิวพร ฉันทไกรวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มเผยแพร่และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม และคณะข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ลงพื้นที่กิจกรรมการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ : ช่างฝีมือย้อมสีธรรมชาติ ภายใต้โครงการพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าไทยสู่สากล ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) กับศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้จากหนังสือแนวโน้มและทิศทางผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยผ้าไทย (Thai Textiles Trend Book) และรวบรวมข้อมูลการย้อมสีธรรมชาติจากชุมชน เพื่อนำไปจัดทำเป็นแนวทางให้ผู้สนใจ ผู้ประกอบการ นิสิตนักศึกษาใช้ประโยชน์ต่อไป
การลงพื้นที่ชุมชนในกิจกรรมการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ : ช่างฝีมือ การย้อมสีธรรมชาติ “กลุ่มทอผ้าไหมบ้านภูเขาทอง” อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส กลุ่มทอผ้าที่มีจุดเด่นในเรื่อง “ไหมอีรี่” หนึ่งเดียวในภาคใต้ โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านภูเขาทองขึ้น เพื่อส่งเสริมอาชีพทอผ้าไหมและหัตถกรรมพื้นบ้าน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้และรักษาภูมิปัญญาผ้าทอไว้ได้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการศิลปาชีพที่สร้างงานสร้างอาชีพ และกลุ่มนี้ยังคงร่วมแรงร่วมใจกันทอผ้าไหมด้วยหัวใจ เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน และงานศิลป์อันทรงคุณค่า ให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทย ผ้าไหมทุกผืน จึงมิใช่เพียงงานหัตถศิลป์ หากแต่เป็นสายใยแห่งภูมิปัญญา วัฒนธรรม และความจงรักภักดี ที่ถักทอจากรุ่นสู่รุ่นอย่างงดงาม นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้การย้อมสีธรรมชาติที่มีความสวยงามและมีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร โดยชุมชนสามารถย้อมสีธรรมชาติได้หลากหลายโทนสี เช่น ดาวเรือง ได้สีเหลืองทอง นำไปย้อมครามเพิ่ม ได้สีเขียว, มะฮอกกานี ได้สีน้ำตาล, ขมิ้นเครือ ได้สีเหลือง, โกงกาง ได้สีน้ำตาลเข้ม, ครั่ง ได้สีแดง และย้อมครั่งน้ำ 4 ได้สีชมพู เป็นต้น
ไหมอีรี่ (Eri Silk) คือ ไหมป่าชนิดหนึ่ง ที่ตัวหนอนกินใบมันสำปะหลังเป็นอาหารแทนใบหม่อน จุดเด่นคือเส้นใยมีความนุ่ม ฟู เบา คล้ายผ้าฝ้าย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพราะกรรมวิธีการดึงเส้นใยไม่จำเป็นต้องฆ่าดักแด้ โดยเส้นใยจากไหมอีรี่จะนำมาทอเป็นด้ายเส้นพุ่ง (Weft) คือ เส้นด้ายที่ใช้ทอพาดขวางในแนวนอน เนื่องจากเส้นใยมีความหนาและเป็นปมเพราะมีรังติดอยู่
ลักษณะเด่นของไหมอีรี่ เส้นใยและเนื้อผ้า: เส้นใยมีความหนาและเป็นปม ทำให้เนื้อผ้าที่ได้มีความหนานุ่ม อบอุ่น ระบายอากาศได้ดี ซึมซับน้ำได้ดี และยับยากกว่าผ้าไหมทั่วไป เป็นมิตรต่อชีวิต (Vegan Silk): เนื่องจากรังไหมอีรี่ที่ปลายด้านหนึ่งจะเปิดออก ทำให้ผีเสื้อสามารถเจาะรังออกมาได้เอง เกษตรกรจึงสามารถรอให้ผีเสื้อบินออกมาก่อนแล้วค่อยนำรังไหมมาต้มดึงเส้นใยได้ ตัวชี้วัดสารเคมี: หนอนไหมอีรี่มีความไวต่อสารเคมีสูงมาก ทำให้มันทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดความปลอดภัยทางชีวภาพได้ดี หากใบพืชที่นำมาเป็นอาหารมีสารเคมีตกค้าง หนอนไหมจะไม่รอดชีวิต
โดยในครั้งนี้มีวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านผ้าไทย สิ่งทอและการออกแบบแฟชั่น ได้แก่ นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ WISHARAWISH และ ดร.นวัทตกร อุมาศิลป์ อาจารย์ประจำหลักสูตร สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย เข้าร่วมเก็บข้อมูลด้วย








