รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
คำว่า "บังคับบัญชา" เป็นคำเก่าในโลกใหม่ที่คนรุ่นใหม่ฟังแล้วอาจจะรู้สึกไม่สบายใจนัก เพราะดูแข็งกระด้าง แฝงอำนาจลึก ๆ และแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้สั่ง" กับ "ผู้รับคำสั่ง" มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้นำ" กับ "ผู้ร่วมงาน" เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปจะเห็นว่าการบังคับบัญชาเป็นศิลปะของการทำให้ผู้คนที่มีความแตกต่างกันทั้งความคิด ความสามารถ ภูมิหลัง ประสบการณ์ และวัย ที่อยู่ในที่ทำงานหรือหน่วยงานเดียวกันสามารถเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันด้วยความเต็มใจ
หน่วยงานภาครัฐมีภารกิจจำนวนมากที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ ขับเคลื่อนด้วยทีม และขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจ ถ้าผู้บริหารมัวแต่ออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติ โดยที่ไม่เน้นการสร้างความร่วมมือ ผลงานที่ดีหรือมีคุณภาพก็จะเกิดขึ้นยาก แม้ว่าหน่วยงานจะมีนโยบายดี แต่งานไม่เดินก็เปล่าประโยชน์
ผู้นำที่ดีต้องเป็นผู้ที่สามารถดึงศักยภาพ โดยเฉพาะศักยภาพซ่อนเร้นของลูกน้องให้ปรากฏ ทำให้ลูกน้องทำงานออกมาดีที่สุด ผู้นำที่ดีอาจไม่ใช่ผู้ที่ทำงานเก่งที่สุดแต่ต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจพิเศษ ซึ่งในที่นี้จะหมายถึง ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ซึ่งเป็นความสามารถในการสร้างแรงดึงดูด ความเชื่อมั่น และความนิยม จนทำให้บุคคล องค์กร หรือประเทศอื่น "เลือกที่จะร่วมมือ" โดยสมัครใจ แทนการใช้อำนาจบังคับ (Hard Power)
สำหรับหัวใจสำคัญของ “ศิลปะการบังคับบัญชา” เริ่มต้นจาก "การมอบหมายงาน" ที่เป็นการมอบความไว้วางใจให้แก่ผู้ปฏิบัติ การมอบหมายที่ดีต้องตอบคำถามให้ได้อย่างน้อย 4 ข้อ คือ จะทำอะไร ทำไปเพื่ออะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และผลสำเร็จควรมีลักษณะอย่างไร
การมอบหมายงานที่มีประสิทธิภาพควรดำเนินไปเป็นกระบวนการอย่างมีลำดับ เริ่มจากการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ต่อด้วยการคัดเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับภารกิจ จากนั้นควรกำหนดบทบาท อำนาจในการตัดสินใจ ทรัพยากร และกรอบเวลา เมื่อเริ่มดำเนินงานแล้ว ผู้บริหารต้องติดตามความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยแก้ไขอุปสรรคแทนการจับความผิด และเมื่อสิ้นสุดภารกิจ ต้องมีการประเมินผล ถอดบทเรียน และพัฒนากระบวนการสำหรับงานครั้งต่อไป
องค์กรหลายแห่งล้มเหลวเพราะขาดระบบการมอบหมายและการติดตามงานที่ดี ผู้นำที่หายไปหลังจากสั่งงาน มักพบปัญหาเมื่อถึงวันส่งมอบงาน ขณะที่ผู้นำที่ติดตามทุกชั่วโมงก็สร้างความอึดอัดจนทีมงานไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสินใจ ดังนั้น ผู้นำต้องสร้างสมดุลระหว่าง "การให้อิสระ" กับ "การกำกับดูแล"
การบังคับบัญชาในอดีตมักอาศัยโครงสร้างแบบลำดับชั้น ผู้บังคับบัญชารู้มากกว่า ลูกน้องรู้เฉพาะหน้าที่ของตน แต่โลกสมัยปัจจุบัน ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล้าสมัยง่าย และความรู้ไม่ได้ถูกยึดครองอยู่บนโต๊ะผู้บริหารคนเดียว ในหลาย ๆ ครั้ง พบว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการกลับรู้ข้อมูลล่าสุดมากกว่าผู้บริหาร เพราะเป็นผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน เทคโนโลยี และสถานการณ์จริง
ด้วยสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น แนวคิด Quantum Leadership จึงได้รับความสนใจมากขึ้น เพราะมองว่าองค์กรเป็นระบบที่มีความซับซ้อน เชื่อมโยงกัน และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผู้นำไม่ต้องเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง แต่ต้องเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้ความรู้ของทุกคนสามารถเชื่อมโยงและก่อให้เกิดปัญญาร่วมขององค์กร
ภาวะผู้นำในมุมมองเชิงควอนตัม เปลี่ยนจากการ "ควบคุมคน" ไปสู่การ "สร้างพลังของคน" เปลี่ยนจากการสั่งการทุกขั้นตอน ไปสู่การกำหนดทิศทางและปล่อยให้ทีมค้นหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เปลี่ยนจากการตัดสินใจโดยลำพัง ไปสู่การรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย แล้วสังเคราะห์เป็นคำตอบที่ดีที่สุด
ผู้นำยุคนี้ต้องไม่ตั้งคำถามว่า "ใครผิด" ก่อน แต่จะถามว่า "ระบบตรงไหนที่ควรปรับปรุง" เพราะเข้าใจว่าความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการมากกว่าตัวบุคคล เมื่อทีมงานรู้สึกปลอดภัยที่จะเสนอความคิดเห็นและยอมรับข้อผิดพลาด องค์กรก็จะเรียนรู้และพัฒนาได้เร็วขึ้น
นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความท้าทายของการบังคับบัญชาในยุคปัจจุบันยังมีประเด็น "ช่องว่างระหว่างเจเนอเรชั่น" ของบุคลากรในองค์กร ทุกแห่งจะมีทั้ง Baby Boomer, Gen X, Millennials และ Gen Z ทำงานร่วมกัน เมื่อแต่ละเจนเนอเรชั่นเติบโตมาต่างกันทำให้มีวิธีคิด วิธีทำงาน และความคาดหวังต่อผู้บริหารต่างกันด้วย บุคลากรรุ่นอาวุโสให้คุณค่ากับประสบการณ์ ความอดทน และความมั่นคง ขณะที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ความยืดหยุ่น การมีส่วนร่วม และความหมายของงาน ทำให้ผู้บริหารต้องปรับวิธีบังคับบัญชาไม่เป็นแบบเดียวกันกับทุกคน
การบริหารคนต่างวัยต้องสร้างพื้นที่ให้ทุกคนใช้จุดแข็งของตนเองได้อย่างเต็มที่ รุ่นพี่มีประสบการณ์ รุ่นน้องมีความคิดสร้างสรรค์ คนรุ่นกลางมีความสามารถในการเชื่อมโยง ทั้งหมดต่างมีคุณค่าต่อองค์กร ผู้นำต้องผสานความแตกต่างให้เป็นพลังร่วม เพื่อให้ช่องว่างระหว่างวัยกลายเป็นความหลากหลายที่สร้างนวัตกรรม
ผู้บริหารในวันนี้ควรเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้สั่งการ" มาเป็น "ผู้นำการเรียนรู้" เป็นผู้ตั้งคำถามมากกว่าผู้ให้คำตอบ เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจมากกว่าผู้ใช้อำนาจ และเป็นผู้สร้างความไว้วางใจมากกว่าความหวาดกลัว เพราะองค์กรที่มีความไว้วางใจสูง จะมีต้นทุนการประสานงานต่ำแต่มีประสิทธิภาพการทำงานสูง
ภาวะผู้นำกับศิลปะการบังคับบัญชา ถือเป็นศิลปะของการทำให้ผู้คนเชื่อมั่น เชื่อใจ และเชื่อว่าความสำเร็จขององค์กรคือความสำเร็จร่วมกัน เมื่อการมอบหมายงานมีเป้าหมายชัดเจน กระบวนการทำงานมีระบบ ผลงานได้รับการติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แนวคิดการนำแบบควอนตัมได้รับการประยุกต์ใช้ และความแตกต่างระหว่างคนต่างวัยได้รับการยอมรับ การบังคับบัญชาก็จะปรับเปลี่ยนจาก “อำนาจบังคับ” เป็น “ศิลปะของการนำ” ผู้คนให้เติบโตไปพร้อมกับองค์กรครับ...








