ต้นทุนทางการเมืองของผู้นำประเทศไม่ได้ถูกค้ำยันด้วยตัวเลขที่นั่งในสภาเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดกันที่ "ศรัทธา" และ "ภาวะผู้นำ" ในยามวิกฤต ภาพลวงตาของเสถียรภาพรัฐบาลผสมอาจทำให้ผู้มีอำนาจชะล่าใจ จนลืมไปว่าสนิมที่กัดกร่อนฐานรากอำนาจได้รวดเร็วที่สุด มักเกิดจากเนื้อใน... หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ เกิดจาก "ปาก" ของผู้นำเอง
ลองมองย้อนกลับไปดูวิธีคิดและการสื่อสารของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จะเห็นแพตเทิร์นบางอย่างที่น่ากังวล เมื่อเกิดปัญหาน้ำมันขาดแคลน แทนที่กลไกรัฐจะพุ่งเป้าไปที่การจัดการระบบลอจิสติกส์ ชี้แจงแผนสำรองพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม หรือเข้าไปตรวจสอบการกักตุนของกลุ่มทุน ผู้นำกลับเลือกใช้ถ้อยคำในลักษณะขอร้องแกมตำหนิว่าประชาชน "ตื่นตระหนกไปเอง" พร้อมแนะให้ "เติมแค่พอใช้" ทัศนคติเช่นนี้สร้างบาดแผลลึกในใจผู้คนที่กำลังเผชิญหน้ากับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ พวกเขาต้องการผู้บริหารที่แก้ปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่ผู้ที่ออกมาสอนสั่งให้ยอมรับชะตากรรม
แนวคิดผลักภาระให้คนธรรมดานี้ ปรากฏชัดเจนอีกครั้งในโศกนาฏกรรมอดีต ส.ส. กระหน่ำยิงนายก อบจ.นนทบุรี ความตระหนกของสังคมพุ่งเป้าไปที่ผู้มีอิทธิพลและอาวุธปืนเถื่อน รัฐบาลควรแสดงความเด็ดขาดในการกวาดล้างต้นตอ แต่นายกฯ กลับสื่อสารแบบคิดไวพูดไว ทิ้งวาทกรรม "ยิงโจรในบ้านก็มีความผิด" ออกมากลางวงสัมภาษณ์
ประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่คำนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาล สุจริตชนที่ปฏิบัติตามกฎหมายรู้สึกทันทีว่ารัฐไม่เพียงคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาไม่ได้ แต่ยังจ้องจะริดรอนสิทธิในการป้องกันตัวขั้นพื้นฐาน การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการบีบบังคับคนตัวเล็ก ขณะที่หลีกเลี่ยงการพุ่งชนกับปัญหาใหญ่ระดับอิทธิพลเถื่อน คือใบเสร็จชั้นดีที่ประทับตรารัฐบาลว่าไร้ความสามารถในการปกป้องประชาชน
รอยปริร้าวทางความรู้สึกเหล่านี้ชวนให้หวนรำลึกถึงบทเรียนราคาแพงของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
จริงอยู่ว่าบริบทและสไตล์การทำงานของอนุทินและยิ่งลักษณ์แตกต่างกัน อดีตผู้นำหญิงเผชิญวิกฤตศรัทธาจากการอ่านสคริปต์ผิดพลาดจนถูกนำไปขยายผลตีตราว่าขาดความเชี่ยวชาญในการบริหาร ทว่า สำหรับอนุทิน ปัญหาคือความมั่นใจที่ล้นเกินและการให้สัมภาษณ์สดแบบไร้ตัวกรอง (Off-the-cuff remarks) ที่ขาดความรัดกุมทางกฎหมาย และขาดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy)
จุดเริ่มต้นของความผิดพลาดอาจต่างกัน แต่ปลายทางคือนรกขุมเดียวกัน ยิ่งพูดยิ่งพัง ทุกครั้งที่ไมค์จ่อปาก แทนที่จะเป็นการสื่อสารวิสัยทัศน์หรือสร้างความหวัง กลับกลายเป็นการผลิต "กระสุน" ให้ฝ่ายค้านและผู้เห็นต่างนำไปใช้ย้อนศรทำลายความน่าเชื่อถือของตนเอง ภาพลักษณ์ผู้นำที่ควรดูเด็ดขาดและพึ่งพาได้ ถูกลดทอนลงจนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์รายวัน
บาดแผลจากคำพูดเหล่านี้ไม่ได้จบลงแค่หน้ากระดาษหนังสือพิมพ์วันรุ่งขึ้นเหมือนการเมืองยุคอดีต โลกดิจิทัลมีลานประหารที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม วลีพลาดๆ ถูกหั่นเป็นคลิปสั้นไวรัลไปทั่วทุกแพลตฟอร์ม ฝังรากเป็นความทรงจำถาวรในโลกออนไลน์ ทีมงานสื่อสารทำเนียบรัฐบาลต้องตกอยู่ในโหมดตามล้างตามเช็ด เสียเวลาและทรัพยากรไปกับการแก้ข่าวรายวัน แทนที่จะได้ใช้พื้นที่สื่อเพื่ออธิบายทิศทางการพัฒนาประเทศ
สภาพทุลักทุเลนี้ไม่ได้ส่งผลแค่คะแนนนิยมทางการเมือง แต่ลามไปถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สายตาของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจมองเห็นภาพรัฐบาลที่วุ่นวายกับการเอาตัวรอดจากกระแสดราม่า มากกว่าการขับเคลื่อนนโยบายมหภาค การขาดวินัยในการสื่อสารย่อมสะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบระเบียบของรัฐ เมื่อผู้นำไม่อาจควบคุมสารที่ส่งออกจากตัวเองได้ สังคมและตลาดทุนจะฝากความหวังให้รัฐบาลควบคุมกลไกเศรษฐกิจที่ซับซ้อนได้อย่างไร
เสียงสนับสนุนมหาศาลในสภาอาจเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีที่ทำให้รัฐบาลผสมชุดนี้ลากยาวอายุขัยไปได้จนครบวาระ แต่วิกฤตความเชื่อมั่นนอกสภาที่สะสมตัวอย่างเงียบเชียบ จะเป็นตัวตัดสินว่าชัยชนะในอนาคตยังเป็นของพวกเขาอยู่หรือไม่ หรือรัฐบาลจะยอมปล่อยให้ภาวะต้นทุนพร่องนี้นำพาประเทศไปสู่สุญญากาศแห่งความศรัทธา... ผู้นำที่ประชาชนเลิกคาดหวังและไม่พร้อมจะรับฟังคำอธิบายใดๆ อีกต่อไป จะสามารถนำพาชาติฝ่าพายุวิกฤตลูกใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้าได้จริงหรือ?
#อนุทิน #อนุทินชาญวีรกูล #ยิ่งลักษณ์ #ภาวะผู้นำ #วิกฤตศรัทธา #การเมืองไทย #รัฐบาลผสม #การเมืองไทยวันนี้ #ผู้นำประเทศ #ความเชื่อมั่น #เศรษฐกิจไทย #บทวิเคราะห์การเมือง #ข่าวการเมือง #สยามรัฐ








