รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ภาวะผู้นำของนักศึกษาปริญญาตรีในวันนี้ ไม่ควรถูกอธิบายด้วยภาพเดิม ๆ ของคนมีตำแหน่ง คนออกคำสั่ง หรือคนยืนอยู่หน้าห้องเสมอไป เพราะนักศึกษารุ่นใหม่เติบโตในโลกที่ผู้นำเกิดขึ้นได้จากหลายพื้นที่ ทั้งการเมือง สื่อบันเทิง ธุรกิจ กีฬา โลกออนไลน์ ครอบครัว และชีวิตประจำวัน ผู้นำคือผู้ที่ทำให้ผู้อื่นเห็นความเป็นไปได้บางอย่างในชีวิต ไม่ใช่ผู้มีอำนาจอย่างเป็นทางการเท่านั้น
ข้อมูลจากกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาภาวะผู้นำ เรื่อง “Role Models for Gen Z” ซึ่งรายวิชานี้เป็น 1 ในรายวิชาศึกษาทั่วไป (General Education) ที่เปิดสอนในภาคต้น ปีการศึกษา 2569 มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สะท้อนภาพได้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อนักศึกษาถูกชวนให้เลือกบุคคลที่ตนมองว่าเป็นผู้นำ คำตอบที่ได้มากลับไม่จำกัดอยู่ที่นักการเมืองหรือผู้บริหารองค์กรเท่านั้น แต่ขยายไปถึงศิลปิน นักธุรกิจ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ นักกีฬา ตัวละครในสื่อ และบุคคลในครอบครัว แสดงให้เห็นว่านักศึกษาปริญญาตรีมองภาวะผู้นำจากฐานะทางสังคม และมองจากพลังของความจริงใจ ความพยายาม การสื่อสาร และความสามารถในการสร้างแรง
บันดาลใจ
สิ่งที่น่าคิดคือ ไม่พบว่านักศึกษาคนใดให้ความสำคัญกับการออกคำสั่งหรือการควบคุมในฐานะคุณลักษณะเด่นของผู้นำ ภาพผู้นำในสายตาของคนรุ่นใหม่ Gen Z เคลื่อนจาก “ผู้สั่งการ” ไปสู่ “ผู้สร้างพลัง” จากคนที่ทำให้คนอื่นกลัว ไปสู่คนที่ทำให้คนอื่นอยากลุกขึ้นมาพัฒนาตนเอง
โจทย์สำคัญของมหาวิทยาลัยของวันนี้คือ การสร้างภาวะผู้นำในหมู่นักศึกษาปริญญาตรี ไม่ควรเริ่มจากการฝึกให้เป็นหัวหน้า แต่ควรเริ่มจากการทำให้นักศึกษารู้จักตนเอง เห็นคุณค่าของตนเอง และกล้ารับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเอง เพราะคนที่ยังไม่กล้านำชีวิตตนเอง ย่อมนำผู้อื่นได้ยาก แม้จะมีตำแหน่งรองรับก็ตาม
ภาวะผู้นำเริ่มจากคำถามพื้นฐานมากกว่าทฤษฎีที่ซับซ้อน นักศึกษาควรถูกชวนให้ถามตนเองว่า ฉันเชื่อเรื่องอะไร ฉันอยากสร้างคุณค่าแบบใด ฉันกลัวอะไร และฉันจะก้าวข้ามความกลัวนั้นอย่างไร คำถามเหล่านี้จริง ๆ แล้วฟังดูเรียบง่าย แต่กลับเป็นพื้นฐานของการสร้างผู้นำที่ไม่หลงอำนาจ ไม่หลงภาพลักษณ์ และไม่หลงเสียงปรบมือ
ข้อค้นพบจากกิจกรรมประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือ อุปสรรคของนักศึกษานอกจากเรื่องความรู้แล้ว พบว่าอยู่ที่ความกลัว
กลัวคำตัดสินจากผู้อื่น กลัวความล้มเหลว ขาดความมั่นใจ และไม่กล้าแสดงออก ความกลัวของนักศึกษาเหล่านี้ต้องอาศัยพื้นที่ฝึกฝนที่ปลอดภัยพอให้นักศึกษากล้าลอง และได้เรียนรู้จากผลของการกระทำ ซึ่งการบรรยายในชั้นเรียนจะช่วยปรับลดความกลัวนับ เป็นเรื่องยาก
ดังนั้น ห้องเรียนภาวะผู้นำควรเป็นทั้งพื้นที่ถ่ายทอดความรู้และพื้นที่ทดลองชีวิต นักศึกษาควรได้ฝึกพูด ฝึกฟัง ฝึกคิดต่าง ฝึกตัดสินใจ ฝึกทำงานร่วมกับผู้อื่น และฝึกยอมรับความผิดพลาดอย่างมีวุฒิภาวะ เพราะภาวะผู้นำเกิดจากการนำแนวคิดไปประยุกต์และเผชิญจากสถานการณ์จริง ไม่ได้เกิดจากการจำแนวคิดได้อย่างแม่นยำอย่างเดียว
เมื่อมองในระดับสากล โลกการทำงานกำลังให้ความสำคัญกับทักษะที่เชื่อมโยงกับภาวะผู้นำมากขึ้น ทั้งการคิดวิเคราะห์ ความยืดหยุ่น ความคิดสร้างสรรค์ การรู้จักตนเอง และความสามารถในการมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผู้อื่น บัณฑิตยุคใหม่ต้องมีความสามารถในการนำตนเอง ทำงานกับผู้คน และสร้างคุณค่าในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นอกเหนือจากความรู้เฉพาะทาง
เมื่อพิจารณาในมิตินักศึกษาปริญญาตรี Gen Z การสร้างภาวะผู้นำควรมีอย่างน้อย 5 ด้าน
ด้านแรก คือการรู้จักตนเอง นักศึกษาต้องเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน ความฝัน และข้อจำกัดของตนเอง คนที่รู้จักตนเองจะไม่รีบนำผู้อื่นด้วยอารมณ์ แต่จะนำด้วยสติและความรับผิดชอบ
ด้านที่สอง คือความกล้าลงมือ ภาวะผู้นำไม่เกิดจากการคิดแทนการทำ นักศึกษาควรมีโอกาสริเริ่มงานเล็ก ๆ ที่แก้ปัญหาจริง ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน คณะ ชุมชน หรือสังคมรอบตัว เพราะการนำเริ่มจากการลงมือทำสิ่งที่ควรทำ แม้ยังไม่มีใครปรบมือให้
ด้านที่สาม คือการรับฟังและดูแลผู้อื่น นักศึกษาจำนวนมากให้คุณค่ากับผู้นำที่จริงใจ เข้าถึงง่าย และเข้าใจคน สะท้อนว่า ภาวะผู้นำที่แข็งกร้าวโดยไม่ฟังใครกำลังลดความหมายลง ผู้นำยุคใหม่ต้องมีทั้งความเด็ดขาดและความอ่อนโยน ต้องพาคนอื่นไปข้างหน้าโดยไม่ลดทอนศักดิ์ศรีของใคร
ด้านที่สี่ คือการคิดสร้างสรรค์อย่างมีความรับผิดชอบ ความคิดนอกกรอบไม่ใช่การทำสิ่งแปลกเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่คือการมองปัญหาเดิมด้วยสายตาใหม่ และสร้างทางออกที่เป็นประโยชน์จริง นักศึกษาควรถูกฝึกให้ตั้งคำถามกับสิ่งคุ้นเคยอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เพียงทำตามเพราะ “เคยทำมาแล้ว”
ด้านที่ห้า คือการเรียนรู้จากความล้มเหลว สังคมไทยมักทำให้คนกลัวผิด จนหลายคนไม่กล้าเริ่ม แต่ผู้นำที่เติบโตจริงต้องรู้จักใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน ความล้มเหลวไม่ใช่หลักฐานว่านักศึกษาไร้ความสามารถ แต่เป็นข้อมูลที่บอกให้นักศึกษารู้ว่าควรปรับวิธีคิด วิธีทำงาน หรือวิธีตัดสินใจอย่างไร
อย่างไรก็ตาม การสร้างภาวะผู้นำในนักศึกษาปริญญาตรีไม่ใช่ภาระของรายวิชาใดรายวิชาหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมของมหาวิทยาลัย ครอบครัว องค์กร และสังคม เพราะทุกพื้นที่ที่นักศึกษาใช้ชีวิต กำลังสอนนักศึกษาทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ถ้าห้องเรียนสอนให้เชื่อฟังโดยไม่ตั้งคำถาม มหาวิทยาลัยอาจผลิตบัณฑิตที่สุภาพแต่ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ถ้าสังคมลงโทษคนคิดต่าง อาจได้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถแต่เลือกเงียบเพื่อความปลอดภัย
ในทางกลับกัน หากเราสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้คิด ได้ลอง ได้พลาด ได้รับผิดชอบ และได้เริ่มใหม่ ก็อาจได้ผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องรออำนาจจากตำแหน่ง แต่มีอำนาจจากความน่าเชื่อถือ ความจริงใจ และการลงมือทำ
ภาวะผู้นำไม่ใช่เรื่องไกลตัวของนักศึกษาปริญญาตรี และไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนที่ได้เป็นประธานรุ่นหรือผู้นำนักศึกษาเท่านั้น แต่เป็นทักษะชีวิตของมนุษย์ทุกคน เพราะไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด อยู่ในวัยใด หรือมีสถานะใด ต่างต้องนำบางสิ่งบางอย่างอยู่เสมอ บางคนนำองค์กร บางคนนำครอบครัว บางคนนำห้องเรียน บางคนนำทีมงาน และทุกคนต้องนำชีวิตของตนเอง ดังนั้น ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็ว ภาวะผู้นำในมิติของนักศึกษาปริญญาตรีต้องเน้นฝึกให้นักศึกษาพร้อมในการนำตนเอง ก็เพื่อความอยู่รอดและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่ยากจะรับมือจริง ๆ ครับ








