รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดกิจกรรมคืนความสุขให้กับบุคลากรมหาวิทยาลัยสวนดุสิตและบุคคลภายนอกหรือผู้สนใจทั่วไปทั้งออนไลน์และออนไซต์เกือบ 600 คน ให้ “ฟังฟรีจุกใจ” แบบ 2 ชั่วโมงเต็มอิ่ม เมื่อวันอังคารที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา จากวิทยากรรุ่นเก๋าและรุ่นใหม่ผู้เป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ที่ปรึกษาอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี รองศาสตราจารย์ ดร.ชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร วิจัย และนวัตกรรม และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิตินาถ สุคนเขตร์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการถ่ายทอดมุมมอง ประสบการณ์ ความรู้ และข้อมูลการทำงานหลากหลายที่สั่งสมมาอย่างยาวนานผ่านการลงมือปฏิบัติและบริหารจริงที่เห็นผลกระทบและผลลัพธ์จริง
ผู้บริหารท่านแรก เล่าว่าขอให้มี “ใจ” ในการทำงานแม้ว่างานที่จะทำหรืองานที่ได้รับมอบหมายให้ทำจะไม่ถนัดและไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญที่สำเร็จการศึกษามาก็ตาม โดยจะต้องมีการเก็บและรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทันกาล และถูกต้อง ขณะเดียวกันก็นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วย ซึ่งจะต้องนำข้อมูลมาใช้ให้ตรงกับบริบทของการทำงานนั้น ๆ สิ่งสำคัญในการทำงานย่อมไม่อาจทำคนเดียวได้ต้องมี “คนช่วย” เมื่อทำงานได้เสร็จก็นับเป็นความเอาตัวรอดได้ประการหนึ่ง และยิ่งเมื่องานสำเร็จลงด้วยดีก็จะกลายเป็นความทรงจำและความประทับใจของผู้ให้งานและผู้ทำงานไปด้วย
นอกจากเจตคติและการปรับตัวในเรื่องการเรียนรู้ภายใต้สถานการณ์จริงแล้ว ในการทำงานหรือบริหารต้องมี 4 องค์ประกอบที่ยึดเป็นแกนเอาไว้ ได้แก่ 1) ก้าวมั่นคงด้วยใจที่มุ่งมั่น โดยต้องมีใจมั่นคง หนักแน่น เชื่อมั่น ศรัทธา 2) ไปให้สุดดั่งฝันวาดหวังไว้ โดยต้องมุ่งให้ถึงฝั่งฝัน และทำความฝันนั้นให้เป็นจริง 3) ข้างเคียงร่วมคิดทำพาก้าวไกล โดยมองเห็นถึงคุณค่าของเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องแต่ละคน และ 4) หน้าสดใส งานสำเร็จ โดยต้องทำงานด้วยรอยยิ้ม เพื่อให้บรรยากาศของคนทำงานสดใส
ผู้บริหารท่านที่สอง เล่าประสบการณ์การบริหารที่ผ่านมาว่าไม่เคยใช้ “ตำรา” เพราะถ้าใช้ก็จะไม่แตกต่าง เพราะทุกคนก็เรียนมาจากตำราเดียวกัน แต่อาศัยปรัชญาและจิตวิญญาณการเป็นผู้นำ โดยยึดปรัชญา “ใจ” ที่อยากเป็นผู้บริหารเท่านั้น และการใช้ “ใจมองคน” ก็เป็นเรื่องของความรู้สึกว่า คนเค้าทำอะไรอยู่ แล้วจะให้เค้าทำอะไรต่อไป และจะสั่งให้เค้าทำอะไรต่อไปอีก และในการมองคนที่สำคัญก็ต้องมองให้รู้จัก มองด้วยใจว่าจะช่วยอะไรเค้าได้บ้าง และมองแบบไม่มีอคติ
ต่อมาเป็นเรื่องการมองสิ่งแวดล้อม ด้วยอยากให้คนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สวยงาม เพื่อให้สภาพแวดล้อมที่สวยงามส่งผลต่อการทำงาน/การเรียนรู้ในเชิงที่เป็นคุณค่าและงดงาม เช่น เมื่อพื้นที่สวยงาม คนก็จะพูดหรือนำเสนออย่างตั้งใจและ พูดดี ๆ สิ่งที่สำคัญที่ไม่อาจมองข้ามไปคือ คุณธรรม 10 ประการของผู้บริหารที่ไม่ใช่ทศพิธราชธรรม รวมถึงบุคลิกภาพที่ต้องไม่เหมือนคนอื่น ด้วยบุคลิกภาพสามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของคนนั้น ๆ ทั้งนี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใดหรือแม้แต่ในยามที่สุขภาพกายไม่พร้อมก็ยังต้องแต่งกายให้ดูดีเผื่อผู้อื่นมาพบหรือเห็นเข้าก็จะรู้สึกดีและชื่นชม นอกจากนี้ คนที่เป็นผู้บริหารต้องไม่หมดบารมีลงเมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้ว และผู้บริหารต้องจำถึงสิ่งที่ตนพูด เมื่อพูดอะไรออกไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พูดเสมอ
ผู้บริหารท่านที่สาม สะท้อนประสบการณ์เป็น 7 มิติ ได้แก่ มิติการพัฒนาทักษะวิชาการและการสื่อสาร มิติการบริหารจัดการยุคดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ มิติภาวะผู้นำและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มิติการคิดเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม มิติการพัฒนาตนเองและการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคล มิติบทบาทของมหาวิทยาลัยและการพัฒนาสังคม และมิติมรดกและความสำเร็จของสวนดุสิตโพล โดยเน้นว่าการเป็นผู้บริหารต้องพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ปั้นผู้บริหารรุ่นถัดไป พร้อมกับทำงานร่วมกับเครือข่ายหรือพันมิตรเพื่อสร้างความสำเร็จที่กว้างขวางเป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะในระดับสากล
ผู้บริหารท่านที่สี่ เน้นประสบการณ์การทำงานในฐานะผู้บริหาร โดยมองว่าการขับเคลื่อนองค์กรแบ่งออกเป็น
4 แนวทางหลักคือ การบริหารงานเชิงยุทธศาสตร์ ระบบการบริหารแบบครบวงจร การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และผลกระทบและเครือข่าย ทั้งนี้ต้องมีการประเมินความเป็นไปได้ที่เป็นศักยภาพขององค์กรล่วงหน้าและพยายามขับเคลื่อนไปให้บรรลุผล อย่างไรก็ตาม แม้ว่างาน/โครงการที่ทำ “ล้มเหลว” ก็ไม่ต้องกังวลเพราะเป็นบทเรียนที่สอนให้จำเพื่อจะได้ไม่ทำผิดพลาดซ้ำ ในการทำงานชิ้นต่อไป โดยสิ่งสำคัญในการทำงานต้องตระหนักว่า “ต้องทำเป็นทีม เติบโต และสำเร็จไปพร้อมกัน” รวมถึงเชื่อมทุกโอกาสและสร้างทุกความเป็นไปได้
ผู้บริหารท่านสุดท้าย ใช้การเล่นคำ "Alchemy" (เล่นแร่แปรธาตุ) เป็นกิมมิกและอุปมาในการอธิบายกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากศักยภาพของบุคลากรและข้อมูลวิจัยสู่คุณค่าที่จับต้องได้ซึ่งสังคมต้องการ รวมถึงการพัฒนาภาวะผู้นำผ่านการบูรณาการ 3 มิติสำคัญ ประกอบด้วย การสร้างเอกลักษณ์องค์กรและการบริหารเชิงกลยุทธ์ในยุคดิจิทัล การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยี Frontier ในการแปรรูปงานวิจัยสู่นวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก รวมไปถึงการมีภาวะผู้นำที่ต้องสามารถบูรณาการทั้งมิติวัตถุ จิตวิญญาณ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนในระดับสถาบันและสังคม
กิจกรรม “เรียนรู้” กับ คนคุ้นเคย เป็นเวทีถ่ายทอดประสบการณ์การบริหารของผู้บริหารที่มาจากการถอดบทเรียนชีวิตและการทำงาน โดยมองว่าความสำเร็จอยู่ที่ “ใจ” ของผู้ลงมือทำ ยิ่งกว่านั้นเรื่องราวจากผู้บริหารทุกท่านสะท้อนให้เห็นเป็นภาพเดียวกันว่า การทำงานยุคนี้ต้องอาศัยทั้งความรู้ ประสบการณ์ เทคโนโลยี และเครือข่าย รวมถึงการทำงานเป็นทีม การเติบโตไปด้วยกัน และการสร้างคุณค่าให้กับองค์กรและสังคม และที่สำคัญต้องมองว่าความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นครูที่สอนให้ก้าวต่ออย่างแข็งแรงกว่าเดิมครับ








