มีเสียงวิจารณ์ไม่น้อยกับความพยายามนำเสนอข่าวหรือข้อมูลเจาะลึกแรงจูงใจของผู้ก่อเหตุอาชญากรรม เช่น กรณีความรุนแรงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี จนกลายเป็นการเพิ่มความชอบธรรมให้กับความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว
การนำประวัติชีวิต ความกดดัน หรือข้ออ้างของผู้กระทำผิดมาเล่าอย่างละเอียดด้วยภาษาดราม่า อาจละเลยเส้นแบ่งสำคัญที่เปลี่ยนอาชญากรให้กลายเป็นเหยื่อของสังคม หรือแย่กว่านั้นคือการสร้างให้อาชญากรกลายเป็นฮีโร่โดยไม่ตั้งใจ ทั้งที่เจตนาแท้จริงของสื่อ เพียงต้องการรายงานข้อเท็จจริงเรื่องแรงจูงใจให้สังคมรับรู้ และนำไปสู่การถอดบทเรียนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
บรรดาสื่อหลักส่วนใหญ่ยังมีเส้นแบ่งที่ค่อนข้างชัดเจนและมีจริยธรรมในการเซนเซอร์ตนเอง แต่สื่อสมัยใหม่บางสำนักจงใจที่จะมองข้ามเรื่องนี้เพียงเพื่อแลกกับเรตติ้ง ขณะเดียวกันโลกออนไลน์ก็เต็มไปด้วยข่าวปลอม (Fake News) ที่ชี้นำทิศทางของสังคม ซึ่งในบางครั้งกลับมีอิทธิพลมากกว่าสื่อกระแสหลักด้วยซ้ำ
จากกรณีความรุนแรงในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี สื่อหลักยังคงเจาะลึกช่องโหว่ของกฎหมาย หรือกลไกการรับเรื่องร้องเรียนที่ล้มเหลวต่างๆ ขณะเดียวกันก็ปรับสัดส่วนพื้นที่ข่าวมาทุ่มเทให้กับเรื่องราวและความสูญเสียของเหยื่อ เพื่อย้ำเตือนสังคมให้เห็นถึงผลกระทบอันแท้จริง
เพราะเมื่อผู้ฟังได้เห็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น ความพยายามอ้างเหตุผลของผู้ก่อเหตุจะฟังไม่ขึ้นทันที สื่อหลักส่วนใหญ่ยังคงยึดเหนี่ยวบรรทัดฐานทางจริยธรรมของสังคม โดยให้แรงจูงใจเป็นเพียงอุทาหรณ์ ไม่ใช่เวทีเชิดชูความรุนแรง
คำถามสำคัญก็คือ จนถึงวันนี้ที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยแล้ว สังคมไทยตื่นรู้ถึงความสำคัญของการมีสื่อมืออาชีพ และตระหนักถึงพิษภัยที่ร้ายแรงของสื่อที่ไร้จรรยาบรรณแล้วหรือยัง?
#บทบรรณาธิการสยามรัฐ #สื่อมวลชน #จริยธรรมสื่อ #ถอดบทเรียนอาชญากรรม #เทพศิรินทร์นนทบุรี #ข่าววันนี้ #สังคมไทย








