ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน “ความน่าเชื่อถือ” ของประเทศกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญไม่แพ้เงินทุนสำรองหรือขนาดเศรษฐกิจ การขยับตัวของรัฐบาลไทย นำโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการหารือกับสถาบันจัดอันดับเครดิตระดับโลกอย่าง Fitch Ratings, S&P Global Ratings และ Moody’s จึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมทางการเงิน แต่คือการส่งสัญญาณว่าไทยกำลังพยายามรักษา “เครดิต” ของตนเองท่ามกลางแรงกดดันจากภาระหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยได้ยาวนานกว่าที่คิด
การเตรียมขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เพื่อรองรับวิกฤติพลังงานและมาตรการเยียวยาประชาชน อาจเป็นสิ่งจำเป็นในเชิงนโยบาย แต่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ “กู้เพิ่มได้หรือไม่” หากแต่คือ “แล้วจะหาเงินมาคืนอย่างไร” ความยั่งยืนทางการคลังจึงเป็นหัวใจของการจัดอันดับเครดิต และเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจน
ในบริบทนี้ เสียงเรียกร้องให้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อเพิ่มรายได้รัฐจึงกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะข้อเสนอจากฝั่งวุฒิสภาที่เสนอให้ปรับขึ้น VAT เป็น 10% แบบขั้นบันได เพิ่มปีละ 1% เพื่อเสริมรายได้รัฐและรองรับระบบสวัสดิการ ข้อเสนอดังกล่าวได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางสังคมอย่างรวดเร็ว เพราะการขึ้น VAT เป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนผู้บริโภคอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะภายใต้สภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองเช่นนี้แล้ว นโยบายของรัฐบาลไม่ควรจะ “ซ้ำเติม” ประชาชน อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีการ “ถอนรายงาน” เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดของประชาชน และรายงานดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว ประกอบกับมีภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
ต้องยอมรับว่า “วันนี้ประเทศไทยอาจยังไม่พร้อม” ต่อการขึ้น VAT โดยแผนการคลังระยะกลางระบุชัดว่า การปรับขึ้นจาก 7% ไปเป็น 8.5% และ 10% จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มศักยภาพในอนาคต การผลักภาระไปยังผู้บริโภคในเวลานี้ จึงยังไม่เหมาะสม โดยไม่เพียงมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีต้นทุนทางการเมืองและสังคมสูง อีกทั้งยังต้องอาศัยการศึกษาและการสื่อสารนโยบายอย่างรอบด้าน ซึ่งย่อมต้องใช้เวลา
แต่รัฐบาลก็อาจไม่มีเวลามากนักในการหารายได้มาเพื่อรองรับภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง หรือผู้ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน และสภาวะถดถอยของเศรษฐกิจ
หากมองในอีกมุมหนึ่ง รัฐบาลไม่ได้อยู่ในภาวะที่ “ไม่มีทางเลือก” เสียทีเดียว เพราะยังมีมาตรการที่เคยศึกษาไว้แล้ว และสามารถดำเนินการได้ทันทีในลักษณะ quick win โดยไม่ต้องรอการปฏิรูปขนาดใหญ่ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจดิจิทัล หรือการเร่งปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก ทั้งสองแนวทางนี้ไม่เพียงเพิ่มรายได้ แต่ยังสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ
รวมไปถึงการเร่งปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เหลืออัตราเดียว นโยบายภาษีแบบสองอัตราที่ใช้มานานกว่าทศวรรษ แม้ตั้งใจลดการบริโภคยาสูบ แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบทางการคลังอย่างมีนัยสำคัญ รายได้ภาษีสรรพสามิตบุหรี่ลดลงเฉลี่ยปีละเกือบประมาณ 2 หมื่นล้านบาท สะสมแล้วมากกว่า 7-8 หมื่นล้านบาท ตัวเลขรายได้ที่หายไปนี้เปรียบเสมือน “เลือด” ที่กำลังไหลออกจากระบบการเงินการคลังของประเทศอย่างต่อเนื่อง ยิ่งปล่อยไว้นาน ความเสียหายก็ยิ่งทวีคูณ
ในขณะที่รัฐบาลกำลังมองหาทุกช่องทางเพื่อเพิ่มรายได้ และเพื่อสร้างความเข้าใจกับสถาบันจัดอันดับเครดิตถึงการให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลังของภาครัฐแม้จะมีความเป็นไปได้ที่อาจต้องก่อหนี้ในสถานการณ์ที่จำเป็น การปล่อยให้โครงสร้างภาษีที่ไม่มีประสิทธิภาพดำรงอยู่ต่อไป จึงแทบไม่มีเหตุผลรองรับ การปรับเป็นโครงสร้างภาษียาสูบยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลที่ทำนโยบายทางการคลังที่แก้ปัญหาได้จริงและทำได้ทันที โดยจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน สถาบันจัดอันดับเครดิต ถึงความพยายามในการการรักษาวินัยทางการคลังที่ดีแม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางขึ้นเรื่อย ๆ
คำถามตอนนี้ที่อยากฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ “จะปล่อยให้เลือดไหลไปอีกนานแค่ไหน” เพราะการตัดสินใจเชิงนโยบายไม่ควรล่าช้า ในฐานะศิษย์เก่ากระทรวงการคลัง เรื่องที่ “รู้ปัญหา รู้ทางแก้” จึงเป็นเรื่องที่ “พร้อมลงมือทำ” ได้เลย เพราะจังหวะนี้คือเวลาที่เหมาะสม
#ภาษียาสูบ #การคลังไทย #เพิ่มรายได้รัฐ #นโยบายการคลัง #VAT #หนี้สาธารณะ #เศรษฐกิจไทย #เครดิตประเทศ #FitchRatings #Moody’s #SPGlobalRatings #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #siamrathonline








