ข่าวเศรษฐกิจ

“ทีดีอาร์ไอ” ชำแหละนโยบาย 5 พรรคใหญ่ ชี้เสี่ยงประเมินต้นทุนต่ำกว่าจริง เตือนกระทบเสถียรภาพการคลังหลังเลือกตั้ง

แชร์ข่าว

“ทีดีอาร์ไอ” ชำแหละนโยบาย 5 พรรคใหญ่ ชี้เสี่ยงประเมินต้นทุนต่ำกว่าจริง เตือนกระทบเสถียรภาพการคลังหลังเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 2 ก.พ.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้จัดทำบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับ “ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน” จากนโยบายของพรรคการเมือง โดย วิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อ กกต. ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ.2569 โดยพบว่า

เมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 คณะนักวิจัยจากทีดีอาร์ไอได้ออกบทความ “นโยบายที่ประเทศต้องการ และรัฐบาลใหม่ควรทำ” เพื่อให้ข้อเสนอแนะต่อพรรคการเมืองในการจัดทำนโยบายในการเลือกตั้ง และแจ้งว่าเมื่อพรรคการเมืองได้จัดทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งส่งให้แก่กกต. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 แล้ว คณะผู้วิจัยก็จะวิเคราะห์ และตั้งข้อสังเกตต่อต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงินที่จะใช้ ตามที่ได้เคยดำเนินการในช่วงก่อนการเลือกตั้งเมื่อปี 25661 ที่ผ่านมา

ในช่วงเดือนมกราคม 2569 พรรคการเมืองทั้ง 51 พรรคได้นำเสนอข้อมูลต่อ กกต. แล้ว โดย กกต.นำมาเปิดเผยในเว็บไซต์2 คณะผู้วิจัยจึงได้นำเอาข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสได้เสียงของส.ส.มากพอที่จะเข้าไปเป็นฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายของประเทศ ประกอบด้วยพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ (เรียงตามจำนวน สส. ที่มีอยู่ก่อนยุบสภา) มาวิเคราะห์ และตั้งข้อสังเกตต่อคุณภาพของข้อมูลที่พรรคการเมืองนำเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ทราบและประเมินได้ว่าการจะได้สวัสดิการหรือประโยชน์จากนโยบายของพรรคการเมืองจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนเท่าไร และจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาอย่างไร

ข้อสังเกตโดยรวม

พรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคเสนอนโยบายที่จะใช้วงเงินในการดำเนินนโยบาย โดยมีวงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ตามลำดับจากมากไปหาน้อยดังตารางที่ 1  หากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง (ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี) ทั้งนี้คณะผู้วิจัยจะตั้งข้อสังเกตต่อความถูกต้องของการประมาณการดังกล่าวต่อไป

ตารางที่ 1 เปรียบเทียบวงเงินในการดำเนินนโยบายต่อปีของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ ที่รายงานต่อ กกต.

ตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง

หมายเหตุ: วงเงินในการดำเนินนโยบายคำนวณจาก ค่าใช้จ่ายของนโยบายแต่ละปี + 1/4 ของค่าใช้จ่ายของโครงการ 4 ปี + 1/10 ของค่าใช้จ่ายของโครงการ 10 ปี ตามที่แต่ละพรรคระบุ

ที่มา: กกต, จากข้อมูลของพรรคการเมือง

ข้อสังเกตโดยรวมต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ ประกอบด้วย

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคประชาชน

พรรคประชาชนมีนโยบายจำนวนมากและมีถึง 18 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี 2 นโยบายคือ นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” และนโยบาย “เมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต” (ดูตารางที่ 2) พรรคประชาชนจะใช้งบประมาณเฉลี่ย 7.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยจัดสรรลงไปในด้านสวัสดิการต่างๆ รวมทั้งสวัสดิการด้านสุขภาพประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินดังกล่าว จึงอาจเรียกได้ว่าพรรคประชาชนมุ่งเน้นที่จะสร้าง “รัฐสวัสดิการ” 

ตารางที่ 2 นโยบายของพรรคประชาชนที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

นโยบายหลัก วงเงิน (ล้านบาท/ปี) แหล่งที่มาหลักของเงิน

เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ 190,000 ลดงบฯ ที่ไม่จำเป็น-หารายได้เพิ่ม

เมกะโปรเจกต์ ยกระดับคุณภาพชีวิต 130,000 บริหารงบฯ แผ่นดินปกติ และ PPP

สนับสนุนการจัดการลุ่มน้ำย่อย 60,000 บริหารงบฯ แผ่นดินปกติ

ปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม 51,000 บริหารงบฯ ปกติ, PPP หรือออกพันธบัตร

เพิ่มศักยภาพการให้บริการสาธารณสุข 45,000 บริหารงบฯ ปกติ

สินเชื่อสร้างตัว/กองทุนเพิ่มผลิตภาพ SME 45,000 บริหารงบฯ ปกติ (ชดเชยตาม ม.28)

จัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน 37,750 บริหารงบฯ ปกติ และ PPP

ปฏิรูประบบให้บริการสุขภาพ 35,500บริหารงบฯ ปกติ

เพิ่มเบี้ยคนพิการ 34,000 บริหารงบฯ ปกติ (เพิ่มงบฯ ของรัฐ)

จัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ 32,250 บริหารงบฯ ปกติ (ชดเชยตาม ม.28)

เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก  27,000  บริหารงบฯ ปกติ และปฏิรูปราชการ

ยกระดับ SME (“คนละครึ่ง”-“หวยใบเสร็จ”) 24,000 บริหารงบฯ ปกติ (ชดเชยตาม ม.28)

ลดต้นทุนการเกษตร 21,000 บริหารงบฯ ปกติ

ยกระดับทักษะ (คูปองยกระดับ) 20,000 บริหารงบฯ ปกติ

พัฒนาระบบคมนาคมทั่วถึง-ปลอดภัย  19,400 TFF, พันธบัตรรัฐบาล หรือแหล่งเงินอื่น

เรียนฟรี (เพิ่มงบฯ รายหัว ค่าอาหาร)16,000 บริหารงบฯ ปกติ

พัฒนาและจัดการโรงเรียนทุกขนาด 12,500 บริหารงบฯ ปกติ

แจกคูปองการเรียนรู้ 11,200 บริหารงบฯ ปกติ

พรรคประชาชนพยายามกำหนดนโยบายอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยลงทุนในโครงการ “เมกะโปรเจกต์” ในโครงสร้างพื้นฐาน 7 ระบบ ซึ่งใช้วงเงินเดียวกัน 1.3 แสนล้านบาทต่อปี ได้แก่ ระบบประปา ระบบจัดการขยะ ระบบจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล ระบบการศึกษา ระบบสาธารณสุข ระบบไฟฟ้า และระบบขนส่งสาธารณะ

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคประชาชน คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่าพรรคประชาชนมีนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผลหลายนโยบาย ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

นโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” 1.9 แสนล้านบาทต่อปี และนโยบาย “เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก” 2.7 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบาย “สวัสดิการถ้วนหน้า” ที่เหมาะสมแก่กลุ่มประชากร และจะช่วยลดการตกหล่นจากระบบสวัสดิการในปัจจุบัน  ทั้งนี้นโยบาย “เพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก” และการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม นโยบายสวัสดิการเหล่านี้โดยเฉพาะนโยบาย “เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ” จะสร้างภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลังหากไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มได้ทันตามที่พรรคเองก็ยอมรับ จึงควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปแทนการเพิ่มเบี้ยเป็น 1,000-1,500 บาทต่อเดือนอย่างรวดเร็ว

นโยบาย “แจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน” และ นโยบาย “แจกคูปองยกระดับทักษะ” เพื่อยกระดับทักษะคนไทย เป็นนโยบายที่ดี ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน (demand driven) มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาระบบนิเวศน์และกลไกต่างๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

นโยบาย “สร้างแต้มต่อให้แก่ SMEs” โดยมีมาตรการเพิ่มอัตราค้ำประกันสินเชื่อจาก 15% เป็น 30% เพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง และนโยบาย “หวยใบเสร็จ” เพื่อชักจูงให้ SMEs ที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบมากขึ้น เป็นนโยบายที่คำนึงถึงกลไกตลาดและแรงจูงใจของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสม ก็จะเกิดผลในการยกขีดความสามารถของ SMEs ได้ในระยะยาว

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

โดยรวมแล้ว นโยบายของพรรคประชาชนไม่ได้มีปัญหาในเชิงแนวคิด และมาตรการที่เลือกใช้มากนัก แต่อาจจะมีปัญหาในการเข้าใจความซับซ้อนในการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป และอาจยังประมาณการวงเงินที่น่าจะต่ำกว่าความเป็นจริง

ตัวอย่างของการประมาณการความซับซ้อนของการดำเนินนโยบายต่ำเกินไป เช่น

นโยบายการ “จัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว” เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนด้วย One Map และ เร่งรัดออกโฉนดให้แก่ประชาชน แม้นโยบายนี้มีทิศทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจากการมีเอกสารสิทธิหลายประเภทและทับซ้อนกันก็ตาม การพิสูจน์สิทธิเพื่อจัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียวโดยไม่มีการทับซ้อนน่าจะต้องใช้เวลานานมากในการแก้ไขข้อพิพาทต่างๆ การเร่งรัดการออกโฉนดให้กับประชาชนจึงมีความเสี่ยงสูง

นโยบาย “จัดการน้ำ” ซึ่งจะรวมศูนย์อำนาจกำกับดูแลให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมควบรวมหน่วยงานปฏิบัติการเป็นรายลุ่มน้ำเพื่อให้ทำงานอย่างบูรณาการ เป็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุที่มีการทำงานอย่างแยกส่วน แต่ลำพังการใช้ สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรมน่าจะไม่เพียงพอที่จะสั่งการหน่วยงานในกระทรวงอื่นได้ ที่ผ่านมา13 ซึ่งประกอบไปด้วย สทนช. กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล โดยมีหน่วย Intelligent Agency เป็นคลังสมอง เพื่อให้มีรัฐมนตรีที่มีอำนาจสั่งการได้จริง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนไม่ได้ให้รายละเอียดในการประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายมาอย่างเพียงพอ แต่ระบุวงเงินหรือจำนวนผู้ได้รับประโยชน์โดยรวม  เมื่อคณะผู้วิจัยประมาณการวงเงินที่จะใช้พบว่า แม้หลายกรณีพรรคประชาชนน่าจะประมาณวงเงินได้ใกล้เคียงความเป็นจริง เช่น นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ (ถ้วนหน้า) ซึ่งประมาณการไว้ที่ 1.9 แสนล้านบาท แต่ในบางกรณีอาจประมาณการต่ำเกินไป เช่น

นโยบาย “เพิ่มเบี้ยคนพิการ” ซึ่งปัจจุบันมีผู้พิการ 2.28 ล้านคน (ผู้พิการรุนแรง 6.2 แสนคน และผู้พิการอื่น 1.66 ล้านคน) น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 3.87 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งสูงกว่าที่พรรคประชาชนประมาณการไว้ที่ 3.4 หมื่นล้านบาทต่อปี

นโยบายด้านพลังงาน (ระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การอัปเกรดสถานีไฟฟ้า และอุปกรณ์รองรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย) ประมาณการต้นทุนเริ่มต้นที่ 1.3 หมื่นล้านบาทในปีแรก และเพิ่มขึ้นตามลำดับจนรวมเป็นประมาณ 9.6 หมื่นล้านบาทตลอด 4 ปี  อย่างไรก็ตามคณะผู้วิจัยประมาณการว่าลำพังการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานระดับกริด (grid-scale battery storage) ขนาด 2,000–3,000 เมกะวัตต์ อาจต้องใช้งบประมาณถึง 2.5–5.0 หมื่นล้านบาท ขณะที่การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และการอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอาจต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมอีกกว่า 5.0 หมื่นล้านบาท ดังนั้นพรรคประชาชนน่าจะประมาณการต้นทุนไว้ต่ำเกินไป ทั้งนี้ยังไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ต้นทุนจริงของโครงการขนาดใหญ่มักสูงกว่าที่ประเมินไว้ในระยะเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญจากปัญหา cost overrun

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยแจ้งว่าจะใช้งบประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี โดยมี 5 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท (ตารางที่ 3) นอกจากนโยบาย “คนไทยไร้จน” ที่ใช้วงเงินมากที่สุดแล้ว พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายจัดการหนี้สินของคนกลุ่มต่างๆ เช่น นโยบาย “พักหนี้เกษตรกร” (1.5 หมื่นล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้นอกระบบ” (6 พันล้านบาท) นโยบาย “ล้างหนี้วัยเกษียณ” (4 พันล้านบาท)  และนโยบาย “ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด” (3 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้พรรคเพื่อไทยยังมีนโยบายด้านการเกษตรอีกหลายนโยบาย เช่น นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%”

ตารางที่ 3 นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

นโยบายหลัก  วงเงิน (ล้านบาท/ปี)  แหล่งที่มาหลักของเงิน

คนไทยไร้จน 60,000 บริหารงบประมาณ จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี

ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%  31,000 บริหารงบประมาณ ใช้มาตรการกึ่งการคลัง จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี

ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด 30,000 บริหารงบประมาณ ใช้มาตรการกึ่งการคลัง จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี

จัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง  20,000 บริหารงบประมาณ จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี

“พักหนี้” เกษตรกร 15,000 บริหารงบประมาณ ใช้มาตรการกึ่งการคลัง จัดเก็บรายได้ และบริหารระบบภาษี

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคเพื่อไทย คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

นโยบาย “สถาบันค้ำประกันสินเชื่อ” (NaCGA) ซึ่งมุ่งสร้างระบบค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs โดยเปลี่ยนระบบค้ำประกันเดิมเป็นระบบคิดราคาตามความเสี่ยง (risk-based pricing) ในทางปฏิบัติ นโยบายนี้อาจใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ดำเนินการ และจะมีความเหมาะสมหากให้ธนาคารพาณิชย์ (ไม่ใช่สถาบันการเงินของรัฐ) เป็นผู้ให้สินเชื่อ เพราะใช้กลไกตลาดในการตัดสินใจให้สินเชื่อ ในขณะที่สามารถช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อที่มีต้นทุนต่ำลงจากการค้ำประกัน

นโยบาย “ปราบยาเสพติด ไม่จบไม่เลิก” และนโยบาย “ปราบสแกมเมอร์ ไม่จบไม่เลิก” เป็นนโยบายที่ดีในการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายซึ่งสร้างความเสียหายต่อประชาชน อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังจัดสรรงบประมาณในการดำเนินนโยบายทั้งสองไว้น้อยมากเพียง 500 ล้านบาทต่อปี และ 200 ล้านบาทต่อปี ตามลำดับ และที่สำคัญคือจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

นโยบาย “ยกเครื่องศูนย์กลางการบิน” ซึ่งจะใช้การบริหารจัดการและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้สนามบินไม่มีความแออัด สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากขึ้น พรรคระบุว่านโยบายนี้ไม่ใช้งบประมาณภาครัฐ แต่จะใช้การบริหารจัดการภายในของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งน่าจะต้องมีการลงทุนไม่น้อย แม้จะมีโอกาสคุ้มทุนสูง ก็ควรต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ได้มาตรฐานก่อน

นโยบาย “ปลดล็อกพลังงานสะอาด” ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนการติดตั้ง solar rooftop การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (smart grid) และระบบกักเก็บพลังงาน (battery storage) โดยจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาทต่อปี นโยบายนี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” (catalyst) ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากกว่าเป็นแหล่งเงินลงทุนหลัก เพราะวงเงินที่กำหนดไว้น่าจะสามารถดำเนินการได้ในระดับโครงการนำร่องเท่านั้น

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

นโยบาย “เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน” ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้หาเสียงต่อสาธารณะว่าจะแจกเงินผ่านระบบลอตเตอรี่รางวัลละ 1 ล้านบาท รวม 9 ล้านบาทต่อวัน อย่างไรก็ตามนโยบายดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารนโยบายที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอต่อกกต. ทั้งที่ใช้เงินถึงปีละประมาณ 3.2 พันล้านบาท และจะไม่สามารถยกระดับรายได้ของประชาชนได้อย่างยั่งยืน เพราะต้องเก็บภาษีจากประชาชนมาดำเนินนโยบาย  

นโยบาย “คนไทยไร้จน” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะใช้เงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่มีรายละเอียดว่าจะดำเนินการอย่างไร แม้ใช้งบประมาณสูงมาก และหากเป็นเพียงการ “แจกเงิน” ให้แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนไปทุกปี ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน 

นโยบาย “ล้างหนี้ประชาชน” และนโยบายจัดการหนี้อื่นๆ ใช้งบประมาณสูงมาก และอาจสร้างพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เนื่องจากส่งสัญญาณให้ลูกหนี้ลดความพยายามในการจัดการหนี้ของตนเอง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการแก้ไขหนี้ด้วยการยกหนี้จะไม่สามารถทำได้เลย แต่ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

นโยบายด้านเกษตร หลายนโยบายถูกออกแบบมาในลักษณะที่จะสร้างปัญหา อาทิ

นโยบาย “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” ซึ่งจะใช้งบประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี จะสร้างปัญหามาก เนื่องจากบิดเบือนกลไกตลาดอย่างรุนแรง (มากกว่านโยบาย “จำนำข้าว” ของพรรคเพื่อไทยในอดีต ซึ่งประกันราคารับซื้อ) โดยนโยบายนี้จะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร เพราะไม่ว่าจะเกษตรผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้กำไร จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร นอกจากนี้ หากสามารถดำเนินนโยบายนี้ได้ตามเป้าหมายคือประกันกำไรสินค้าเกษตรที่ 30% จริง ก็มีโอกาสมากที่งบที่ใช้จริงจะบานปลายไปกว่าที่ตั้งไว้ 3.1 หมื่นล้านบาทต่อปีมาก

นโยบาย “ปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านไร่” ซึ่งสนับสนุนกล้ายางให้แก่เกษตรกร และนโยบาย “คูปองซื้อปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์” มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ในอดีตที่เคยมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นจากการที่รัฐเข้าไปแทรกแซงการซื้อขายปัจจัยการผลิตโดยไม่เหมาะสมและดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส จึงสมควรทบทวนนโยบายดังกล่าวไม่ให้ผิดพลาดซ้ำรอย

คณะผู้วิจัยเสนอว่า พรรคเพื่อไทยควรใช้งบประมาณด้านการเกษตรไปกับการพัฒนาระบบประกันความเสี่ยง เช่น การประกันน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ซึ่งจะมีความสำคัญมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และควรเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้านการเกษตร ตลอดจนการยกระดับให้เกษตรกรเป็น “เกษตรอัจฉริยะ” (smart farmer) ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคเกษตรได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

นโยบาย “AI For All” ซึ่งมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ด้าน AI โดยได้สิทธิรับ token ฟรีเพื่อนำไปใช้ใน AI platform มีลักษณะคล้ายกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในสมัยรัฐบาลอนุทิน ซึ่งเชื่อว่าปัญหาของประชาชนในการใช้ AI คือการมีค่าใช้จ่ายที่สูงในการซื้อ token เพื่อใช้ระบบ AI ทั้งที่มีระบบ AI ที่มีขีดความสามารถสูงที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่แล้วจำนวนมาก     

นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะดำเนินการให้สำเร็จได้โดยการบริหารทรัพย์สินของรัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ จึงเสมือนไม่มีต้นทุนทางการคลัง อย่างไรก็ตามการคำนวณของคณะผู้วิจัยพบว่านโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้การสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมืองใหญ่จะเป็นนโยบายที่ควรดำเนินการ แต่ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ

นโยบาย “ลดค่าไฟให้เหลือไม่เกิน 3.70 บาท” (ทุกหน่วย) เป็นนโยบายที่ระบุว่าจะไม่ใช้งบประมาณ แต่จะใช้ “การบริหารทิศทางและนโยบายทั้งบุคลากรและหน่วยงานภาครัฐ” อย่างไรก็ตาม การประมาณการของคณะผู้วิจัยพบว่า นโยบายนี้น่าจะต้องใช้เงินประมาณ 1.76 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 0.88 บาทต่อหน่วย

นโยบาย “ซื้อสินค้า SMEs ลดหย่อนพิเศษ” ซึ่งให้บริษัทที่จัดซื้อสินค้าหรือบริการจาก SMEs สามารถหักลดหย่อนภาษีพิเศษได้ เป็นนโยบายที่พรรคระบุว่าสามารถดำเนินการได้จาก “การบริหารการจัดเก็บรายได้” อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง นโยบายนี้จะสร้างภาระการคลังจากภาษีที่ต้องลดหย่อนตามขอบเขตในการดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยไม่สามารถใช้เพียงการบริหารการจัดเก็บรายได้ตามที่ระบุ

นโยบาย “เขตเศรษฐกิจพิเศษแบบดาวกระจาย” เพื่อสร้างเมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจใหม่ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งพรรคระบุว่าจะใช้งบประมาณเพียง 2 พันล้านบาท คณะผู้วิจัยเห็นว่างบประมาณที่ระบุไว้ไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะโครงการในลักษณะดังกล่าวน่าจะต้องมีการลงทุนสูง ดังตัวอย่างการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่ผ่านมา

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคภูมิใจไทย

พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่นำเสนอต่อกกต. เพียง 8 นโยบาย โดยมียอดวงเงินที่แจ้งรวมทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท  ซึ่งน้อยกว่าหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่มีวงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ดังตารางที่ 4

ตารางที่ 4 นโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

นโยบายหลัก วงเงิน (ล้านบาท/ปี)แหล่งที่มาหลักของเงิน

ลดค่าไฟฟ้า (หน่วยละ 3 บาท) 63,360 งบประมาณรายจ่ายประจำปี

คนละครึ่งพลัส (ระยะ 2)44,000 งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ทหารอาสา (1 แสนคน) 22,700 ปรับลดงบทหารเกณฑ์/เกลี่ยงบกลาโหม

พยาบาลอาสา (7.5 แสนคน) 13,500 เกลี่ยงบจากกองทุนผู้สูงอายุ/สปสช.

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคภูมิใจไทย คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

นโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช้งบประมาณ แต่ใช้การประกาศตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองให้ประชาชนได้ทราบทีมที่จะเข้ามาบริหารประเทศล่วงหน้า อย่างไรก็ตามมีความท้าทายที่นโยบายนี้อาจไม่สามารถปฏิบัติได้ง่ายเหมือนในช่วงรัฐบาลอนุทิน เนื่องจากในช่วงนั้นพรรคประชาชนลงคะแนนเสียงให้นายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้มีเก้าอี้เหลือสำหรับ “รมต.มืออาชีพ”  

นโยบาย “พยาบาลอาสา” ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา) โดยจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน สัญญาจ้าง 4 ปี ให้ทำงานใน 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นนโยบายที่ช่วยสร้างงาน ตอบโจทย์สังคมสูงอายุของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม และอาจช่วยยกระดับการดูแลผู้สูงอายุขึ้นจากกลไกในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามนโยบายนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการฝีกอบรมพยาบาลอาสาอย่างเพียงพอและคัดเลือกพยาบาลอาสาตามคุณสมบัติ อนึ่งการดำเนินนโยบายนี้ไม่ควรอาศัยการเกลี่ยงบจากกองทุนผู้สูงอายุ/สปสช. ซึ่งในปัจจุบันก็มีงบประมาณที่ไม่เพียงพออยู่แล้ว 

การไม่สานต่อนโยบาย “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเคยเป็นนโยบาย “เรือธง” ของพรรคในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีความเหมาะสม เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่มีความคุ้มค่าทางการเงินและมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำมากจากผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภาพัฒน์

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ใช้งบประมาณ 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้นโยบายการเลิกการเกณฑ์ทหารและเปลี่ยนไปสู่ทหารอาสาเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม จำนวนทหารอาสาตามข้อเสนอของพรรคสูงกว่าจำนวนทหารเกณฑ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 85,000 คน และมีผู้สมัครใจเป็นทหารเกณฑ์อยู่แล้วประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนดังกล่าว นโยบายของพรรคจึงมีผลดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน เนื่องจากได้รายได้และสวัสดิการทัดเทียมหรือสูงกว่าขั้นต่ำของข้าราชการที่จบปริญญาตรี และมีผลในการลดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนทำให้รัฐเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินไป หากปรับลดจำนวนทหารอาสาให้เหมาะสม และลดรายได้และสวัสดิการลงไม่ให้บิดเบือนตลาดแรงงาน ก็จะสามารถเป็นนโยบายที่ดีได้ 

นโยบาย “ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท” (สำหรับ 300 ยูนิตแรก) ซึ่งพรรคประมาณการว่าจะใช้เงิน 6.3 หมื่นล้านบาท น่าจะต่ำเกินไป เพราะตั้งอยู่บนฐานราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ผู้บริโภคจ่ายที่ 4.20 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม เมื่อประเมินเทียบกับต้นทุนที่แท้จริงของระบบที่ 4.58 บาทต่อหน่วย (แบ่งเป็นค่าไฟฟ้าฐานประมาณ 3.78 บาท และค่า Ft ที่ควรเรียกเก็บจริงประมาณ 79.75 สตางค์) ภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจริงจะสูงขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี นอกจากนี้นโยบายนี้ยัง “อุดหนุนแบบถ้วนหน้า” ซึ่งหมายถึงอุดหนุนกลุ่มผู้มีรายได้สูงโดยไม่จำเป็นด้วย และจะส่งให้ประชาชนไม่มีแรงจูงใจในการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด   

นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างในระยะยาว ในขณะที่ต้องใช้งบประมาณมาก  ในส่วน ‘พลัส’ คือการเพิ่มทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าร่วม เป็นส่วนที่อาจมีผลดีในระยะยาว แต่ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า สามารถเพิ่มทักษะได้มากน้อยเพียงใด เป็นทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ จึงควรจัดให้มีการประเมินผลถึงต้นทุนและประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะสั้นและระยะยาว โดยหน่วยงานวิชาการอิสระ

นโยบาย “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” แม้จะเป็นนโยบายที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แต่หากระบบการจัดเก็บเงินผ่อน (300 บาท/เดือน) ไม่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้นอีก จึงควรได้รับการทบทวนใหม่ให้มีความเหมาะสม โดยใช้กลไกตลาดที่มีอยู่ และรัฐไม่ควรอุดหนุนมากเกินไป

นโยบาย “สร้างกำแพงชายแดน ป้องกันภัยรุกราน” อาจช่วยป้องกันปัญหาการข้ามแดนของแรงงานเถื่อนการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดได้ แต่อาจมีความเสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมหากสร้างในพื้นที่พิพาท นอกจากนี้ยังจะมีผลในการกีดขวางการข้ามพรมแดนไปมาโดยปกติของประชาชนของทั้งสองประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคกล้าธรรม

พรรคกล้าธรรมมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 3 นโยบาย ดังตารางที่ 5

นอกจากนโยบายด้านเกษตรจำนวนมาก เช่น นโยบาย “ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ” นโยบาย“ปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง” นโยบาย “พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง” และนโยบาย “แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่” แล้ว พรรคกล้าธรรมยังมีนโยบายอีก 11 นโยบายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ (เช่น “Bangkok Shield” เพื่อลดความเสียหายน้ำท่วมกรุงเทพ) “Bangkok Green” (จัดการขยะ) “Bangkok Gem” (ยกระดับการท่องเที่ยว) และ “Bangkok Earn” (ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบเช่น ฟรีแลนซ์และลูกจ้างรายวัน) เป็นต้น ตลอดจนยังมีนโยบาย “ปราบทุนเทา ทลาย Corruption” โดยเสนอที่จะแก้กฎหมายให้ชัดเจนและเป็นธรรม

ตารางที่ 5 นโยบายของพรรคกล้าธรรมที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

นโยบายหลัก วงเงิน (ล้านบาท/ปี) แหล่งที่มาหลักของเงิน

SMEs เข้มแข็ง สร้างงานในถิ่น 120,000-150,000 บูรณาการงบ SMEs และกลไกสินเชื่อรัฐคู่เอกชน

ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ 100,000-137,500 งบลงทุน กองทุนสิ่งแวดล้อม และ PPP

พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง  90,000-130,000 กองทุนน้ำมันและ Green Finance

Agriculture Pillar (เกษตร 4 มิติ) 87,500 งบบูรณาการ 4 กระทรวง

Bangkok Shield (Mega Project) 85,000 งบผูกพันรัฐบาล และ PPP

แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่ 60,000-90,000 ปรับโครงสร้างงบแก้หนี้เดิม และธนาคารของรัฐ

สนับสนุนนิคมเกษตรอุตสาหกรรม 20,000-30,000 งบบูรณาการและเงินร่วมลงทุนจากต่างประเทศ

ปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง 35,000-40,000 ปรับโครงสร้างงบอุดหนุนและเยียวยาเดิม

มิติเยียวยา Fast Track 25,000-35,000 งบกลางรายการภัยพิบัติ และงบดิจิทัลภาครัฐ

ประกันรายได้ประชาชน 17,500 งบบูรณาการ 3 กระทรวง

Educational Pillar (แก้หนี้ครู) 15,000 งบบูรณาการ 3 กระทรวง

เศรษฐกิจชุมชนฐานราก 15,000 งบบูรณาการ 3 กระทรวง

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคกล้าธรรม คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

โครงการ “พลังงานจากขยะ” (Waste-to-Energy) ในนโยบาย “Bangkok Green” น่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ลดการฝังกลบ และบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ได้ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 4 ปี เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียง 90–140 เมกะวัตต์ ซึ่งนับว่ามีต้นทุนต่อหน่วยสูงและเสี่ยงที่จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ของโครงการอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการ  ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop ในนโยบายเดียวกันใช้งบเพียงประมาณ 1,000 ล้านบาท และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 22–28 เมกะวัตต์ จึงมีความเหมาะสมทางการคลังมากกว่าอย่างชัดเจน

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

นโยบาย “พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง” เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปในระยะยาว นโยบายนี้ใช้วงเงินสูงถึง 9-13 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้พรรคกล้าธรรมระบุว่าจะดำเนินการโดย “ปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันและใช้ Green Finance” ก็น่าจะไม่ทำให้โครงการดังกล่าวมีภาระทางการคลังลดลง และน่าจะไม่สามารถใช้กลไก Green Finance ได้ เพราะไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน 

นโยบาย “ประกันรายได้ประชาชน” ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเน้นการประกันรายได้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร เนื่องจากไม่ว่าจะเกษตรผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้รายได้ตามที่รัฐประกัน จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร พรรคกล้าธรรมจึงควรทบทวนนโยบายนี้ให้เหลือเฉพาะการประกันความเสี่ยงที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ 

โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จำนวนมาก เช่น Bangkok Fix (งานซ่อมเมือง) และ Bangkok Green (โรงกำจัดขยะ) น่าจะเป็นงานของ กทม. ไม่ใช่งานของรัฐบาลกลาง ในขณะที่โครงการ Bangkok Park (ลงทุนสร้างที่จอดรถเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว) ควรใช้กลไกตลาดเป็นหลัก โดยรัฐหนุนเสริมเฉพาะในกรณีที่มีประโยชน์ต่อสังคมแต่ไม่สามารถทำกำไรได้ เช่น สร้างพื้นที่จอดแล้วจร (Park and Ride)

นโยบาย “Banking for Thais” (ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน) ซึ่งใช้วงเงินประมาณ 7.5 พันล้านบาทต่อปีเพื่อ “แก้หนี้ประชาชนแบบยั่งยืนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” น่าจะไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้แก้ปัญหาหนี้ที่ต้นเหตุ ทั้งนี้ หากพรรคกล้าธรรมต้องการให้มีการให้สินเชื่อ ควรใช้กลไกของธนาคารพาณิชย์ โดยรัฐอาจช่วยประกันสินเชื่อเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง 

ข้อสังเกตต่อนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบาย 10 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 1 นโยบายคือ นโยบาย “เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า” (ดูตารางที่ 6)  โดยรวมแล้วพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอนโยบายที่ผสมผสานระหว่าง “นโยบายเรือธงเดิม” คือการประกันรายได้ โดยระบุราคาประกันตามชนิดของพืช กับ “นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐานใหม่” ที่กระจายสู่ภูมิภาค เช่น สนามบินอันดามัน สนามบินล้านนา และสะพานข้ามเกาะสมุย

ตารางที่ 6 นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี

นโยบายหลักวงเงิน (ล้านบาท/ปี)แหล่งที่มาหลักของเงิน

เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท ถ้วนหน้า 168,000 งบประมาณแผ่นดิน

ประกันรายได้เกษตรกร (5 พืชหลัก) 90,000 งบประมาณแผ่นดิน

ลดค่าเดินทางและค่าขนส่งขนาดใหญ่  70,000 งบประมาณแผ่นดิน

สวัสดิการแม่และเด็ก (โอบอุ้มคุณแม่ฯ) 36,000 งบประมาณแผ่นดิน

ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน 30,000 งบประมาณแผ่นดิน

เรียนฟรี / อาหารเช้า / รถรับส่ง 21,600 งบประมาณแผ่นดิน

เบี้ยคนพิการคูณสอง 20,500 งบประมาณแผ่นดิน

ซื้อหนี้คืนให้เกษตรกร (กองทุนฟื้นฟูฯ)  20,000 งบประมาณแผ่นดิน

คมนาคมเชื่อมโลก 12,500 งบประมาณแผ่นดิน / ร่วมลงทุน (PPP)

รถไฟฟ้า-รถเมล์ 30 บาท ตลอดสาย 12,500 งบประมาณแผ่นดิน

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคประชาธิปัตย์ คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

นโยบาย “พระราชบัญญัติติการปรับปรุงและยกเลิกกฎหมายที่ไม่จำเป็น พ.ศ….” ซึ่งมุ่งลดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เป็นนโยบายที่ตรงกับปัญหาการประกอบอาชีพของประชาชนและใช้งบประมาณน้อยมาก อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ระบุแนวทางในการดำเนินการ คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้ดำเนินการโดยต่อยอดแนวคิด Regulatory Guillotine4 ทั้งนี้หัวใจของการดำเนินการดังกล่าวให้สำเร็จคือ การมีหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการทบทวนกฎระเบียบ และการที่ฝ่ายการเมืองให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

โครงการจ่ายเงินชดเชยทันทีแก่เกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ประกันรายได้” เป็นนโยบายที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่เกษตรกรควบคุมไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ควรคิดเบี้ยประกันบางส่วนจากเกษตรกร เพื่อสร้างตลาดประกันภัย และประกาศการเกิดภัยพิบัติโดยใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดล่วงหน้า ไม่ใช่โดยการตัดสินใจทางการเมือง

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

พรรคประชาธิปัตย์เสนอโครงการ “เมกะโปรเจกต์” พร้อมกันหลายโครงการ ทั้งการสร้างรถไฟความเร็วสูง สนามบินใหม่ 2 แห่ง สะพานข้ามเกาะและคลองสายใหม่ (แม่น้ำชัยนาท-ป่าสัก) แม้หลายโครงการอาจมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่คุ้มค่า แต่ควรเริ่มต้นจากการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) รวมถึงเตรียมความพร้อมของโครงการ เช่น เวนคืนที่ดิน ซึ่งน่าจะใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ทำให้เกินกว่ากรอบเวลาและงบประมาณที่เสนอ  นอกจากนี้การทำโครงการเมกะโปรเจกต์พร้อมกันหลายโครงการอาจเกิดปัญหาด้านการบริหารโครงการและหาผู้ร่วมลงทุน (PPP) ได้ยาก  พรรคประชาธิปัตย์จึงควรจัดลำดับความสำคัญในการจัดทำโครงการ

โครงการ “ประกันรายได้พืชผลทางการเกษตร” ซึ่งเป็นส่วนหลักของนโยบาย “ประกันรายได้” ที่จะใช้วงเงิน 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะแม้จะจำกัดการชดเชยให้แต่ละครัวเรือน ก็ยังจะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผลิตสินค้าออกมาสู่ตลาดมากเกินไปเช่นเดียวกับในอดีต   (รวมทั้งการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม) และขาดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร

นโยบาย “ค่าไฟฟ้า 3.50 บาท” (ทุกหน่วย) ซึ่งระบุว่าจะใช้การ “ปรับแผนพลังงานแห่งชาติใหม่” ให้ “รัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้าต้องปรับตัว” โดยไม่ใช้งบประมาณ น่าจะไม่สามารถดำเนินการได้จริง การประมาณการของทีดีอาร์ไอพบว่า นโยบายดังกล่าวน่าจะต้องใช้เงินประมาณถึง 2.16 แสนล้านบาทต่อปี จากการชดเชยส่วนต่างจากต้นทุนจริงประมาณ 1.08 บาทต่อหน่วย

นโยบาย “ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน-รัฐจ่ายส่วนต่าง” ซึ่งรัฐจะจ่ายส่วนต่างระหว่าง ‘ค่าครองชีพรายจังหวัด’ กับ ‘ค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด’ โดยไม่ผลักภาระไปที่นายจ้างเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ เป็นนโยบายที่แทรกแซงกลไกตลาดแรงงานอย่างมาก และอาจส่งผลให้นายจ้างไม่ขึ้นค่าแรงให้แรงงาน เพราะรัฐจะจ่ายส่วนต่างให้อยู่แล้ว นอกจากนี้นโยบายนี้จะทำให้แรงงานขาดแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะ เพราะมีหลักประกันรายได้อยู่แล้ว และไม่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้ เพราะจะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มในระบบเศรษฐกิจที่จะสร้าง “เงินเฟ้อด้านอุปสงค์” แม้จะลด “เงินเฟ้อด้านอุปทาน” จากการที่นายจ้างขึ้นราคาสินค้าก็ตาม 

ในภาพรวม นโยบายต่างๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อให้เกิดภาระงบประมาณที่สูงมากกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังอย่างมาก หากไม่สามารถหารายได้ใหม่มาทดแทนได้เพียงพอ ดังที่พรรคได้ระบุความเสี่ยงนี้ไว้ในหลายนโยบาย

ข้อสังเกตโดยรวมต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่

จากที่วิเคราะห์มาข้างต้น คณะผู้วิจัยมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการดังนี้  ประการที่หนึ่ง แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้  

มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิด “รัฐบาลผสม” หลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ และมีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค

หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ 

หลายพรรคการเมืองคาดหวังว่าจะมีเงินจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการดำเนินนโยบาย โดยมองโลกในแง่ดีเกินไป เช่น จะสามารถบริหารงบประมาณหรือเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย หรือสามารถดำเนินนโยบายผ่านกลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ได้ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง  

หลายพรรคการเมืองยังมีมุมมองว่าการใช้ “เงินนอกงบประมาณ” โดยให้หน่วยงานของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจหรือธนาคารของรัฐ หรือ “กองทุน” ต่างๆ เช่น กองทุนพลังงานและกองทุนสิ่งแวดล้อม ดำเนินการแทนจะไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลัง ดังจะเห็นได้ว่าหลายพรรคการเมืองไม่ได้ระบุภาระที่จะเกิดขึ้นตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง

ภาระการคลังที่เกิดขึ้นจริงจึงน่าจะสูงกว่าการประมาณการมาก และทำให้เกิดปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาว่า หนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 65.7% ของ GDP ซึ่งใกล้เพดานหนี้ที่ 70% แล้ว ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงเหลือระดับ 2% ต่อปี ดังนั้นหากรัฐบาลใหม่ใช้จ่ายเพื่อดำเนินนโยบายตามการหาเสียงเลือกตั้ง ประเทศไทยก็จะมีความเสี่ยงทางการคลังสูงขึ้น จนอาจถูกลดอันดับเครดิต และจะไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

ประการที่สอง นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะ “ประชานิยม” ที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง  ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้าง “สวัสดิการสังคม” ที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรัดกุม และมีความรับผิดชอบทางการคลัง

นอกจากนี้ นโยบายจำนวนมากที่พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคนำเสนอ ยังไม่ได้อ้างอิง เรียนรู้ หรือต่อยอดนโยบายต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ดี (good practice) มากมาย แต่กลับถูกคิดขึ้นมาอย่างเร่งรีบก่อนเลือกตั้ง และอ้างประโยชน์ของนโยบายอย่างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น ในการเลือกตั้งในปี 2566 มีพรรคการเมืองที่อ้างว่า การแจกเงินให้ประชาชนจะก่อให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ซึ่งขัดกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ และในการเลือกตั้งในครั้งนี้ ก็มีพรรคการเมืองที่อ้างว่านโยบายของตนจะมีผลประโยชน์ตอบแทนหลายเท่าตัว โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน

ประการที่สาม พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ เพราะแม้จะมีนโยบายในด้านดังกล่าวอยู่บ้าง ก็ได้รับการจัดสรรเงินค่อนข้างน้อย ในระดับไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่นโยบาย “ลดแหลกแจกแถม” กลับได้รับจัดสรรเงินในระดับหมื่นล้านหรือแสนล้านบาทต่อปี

ประการที่สี่ หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากจะสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ (moral hazard) เพราะตัดความเสี่ยงปกติออกจากการประกอบอาชีพ  ในขณะเดียวกัน นโยบายลดค่าไฟฟ้าและราคาพลังงานให้ต่ำกว่าต้นทุน ก็ไม่ทำให้เกิดการประหยัดพลังงาน และทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ “เศรษฐกิจสีเขียว” ได้ยากขึ้น

สรุปและข้อเสนอแนะต่อ กกต.

การมีบทบัญญัติทางกฎหมายให้พรรคการเมืองต้องส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งให้แก่ กกต. ทั้งวงเงินที่ต้องใช้และที่มาของเงิน ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ตลอดจนผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย และการที่ กกต. ได้พยายามตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวในเบื้องต้น ถือเป็นความก้าวหน้าของการเลือกตั้งที่มุ่งสู่การแข่งขันทางนโยบาย โดยตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าการแข่งขันด้านนโยบายเป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และผู้ออกเสียงเลือกตั้งควรได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่พรรคการเมืองใช้หาเสียงอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา

อย่างไรก็ตาม จากที่วิเคราะห์มาข้างต้นจะเห็นว่า พรรคการเมืองใหญ่บางพรรคไม่ได้นำเสนอนโยบายที่ใช้หาเสียงต่อ กกต. อย่างครบถ้วน หรือได้นำเสนอหลายนโยบายที่ใช้งบประมาณมาก แต่ยังไม่ได้ระบุวิธีคำนวณวงเงินที่ใช้โดยมีรายละเอียดที่เพียงพอ เช่น ไม่ได้ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ และต้นทุนต่อหน่วยของนโยบายประชานิยมหรือสวัสดิการต่าง ๆ  นอกจากนี้หลายพรรคการเมืองยังไม่ได้คำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลังอย่างเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการระบุแหล่งที่มาของวงเงินในการดำเนินนโยบายว่าจะมาจากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ การตัดลดงบที่ไม่จำเป็น การให้เอกชนร่วมทุน ตลอดจนการหารายได้เพิ่ม แต่ไม่ได้ระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการไม่มีงบประมาณในการดำเนินการที่เพียงพอเพราะมีการ “นับซ้ำ” ส่วนที่คาดว่าจะได้จากการบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ และการตัดลดงบที่ไม่จำเป็น เป็นต้น

กกต. จึงควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้

ประการแรก ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมาโดยมีรายละเอียดเพียงพอ เช่น ระบุจำนวนผู้ได้รับประโยชน์และต้นทุนต่อหน่วย ประการที่สอง ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร และประการที่สาม ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต. มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูลและเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย

#ทีดีอาร์ไอ #นโยบายพรรคการเมือง #เลือกตั้ง2569 #การคลังไทย #งบประมาณประเทศ #เศรษฐกิจไทย #ข่าวการเมือง #นโยบายประชานิยม #หนี้สาธารณะ #เสถียรภาพการคลัง #กกต #ThailandPolitics #EconomicPolicy #Election2026