การเมืองไทยในก้าวย่างของปี 2569 กำลังเข้าสู่ฉากทัศน์ที่แหลมคมยิ่งขึ้น เมื่อผลสำรวจความนิยมของ “นิด้าโพล” ประจำไตรมาส 2 ที่ผ่านมา กลายเป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพความสั่นคลอนของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำหลักของรัฐบาล และตัวของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี
ตัวเลขคะแนนนิยมในตัวแคนดิเดตนายกฯ ที่ดิ่งจากร้อยละ 29.40 ในไตรมาสแรก ลงมาเหลือเพียงร้อยละ 21.68 ในไตรมาสสอง พร้อมๆ กับเรตติ้งพรรคที่ทรุดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 17.00 คือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงที่ส่งตรงถึงทำเนียบรัฐบาล
เมื่อมองข้ามช็อตไปยังไตรมาส 3 ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเห็นของนักสังเกตการณ์ทางการเมืองหลายฝ่ายที่คาดการณ์ว่า กระแสความนิยมของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินมีโอกาส “ทรุดหนัก” ลงไปอีกนั้น เป็นการประเมินบนพื้นฐานของความเป็นจริงทางการเมือง และวิกฤตศรัทธาที่กำลังรุมเร้ารอบด้าน
ชนวนเหตุสำคัญประการแรกคือ “ระเบิดเวลาปากท้อง” ปัญหาเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกและยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวได้ในเร็ววัน ซ้ำร้าย มาตรการคัดกรอง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจนรอบใหม่ ที่มีเกณฑ์ตึงตัวจนสุ่มเสี่ยงจะตัดสิทธิ์ประชาชนระดับฐานราก ได้กลายเป็นกระแสต่อต้านในวงกว้าง แม้รัฐบาลจะรีบเบรกเกมด้วยการขยายเวลาอุทธรณ์ไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนเพื่อซื้อเวลา แต่ในแง่ของจิตวิทยาความเชื่อมั่น ถือว่าแผลได้เปิดขึ้นแล้ว ยิ่งพรรคภูมิใจไทยอยู่ในสถานะแกนนำรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบภาพรวมทั้งหมด แต่กลับมี “ข้อจำกัดทางการคลัง” งบประมาณแผ่นดินตึงตัวจนไม่สามารถอัดฉีดนโยบายประชานิยมก้อนใหญ่มาดึงเช็งเรตติ้งได้ชะงัด การแก้ปัญหาแบบผ้าขี้ริ้วห่อทองจึงไม่เพียงพอต่อความคาดหวังของประชาชน
ซ้ำร้าย แผลเปิดด้าน “ความโปร่งใส” ยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทั้งกรณีอื้อฉาวทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ในหน้าตักของกระทรวงมหาดไทยที่พรรคภูมิใจไทยคุมกลไกอยู่ และมหากาพย์คดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่โยงใยถึง “ส.ว.สีน้ำเงิน” ถึงในทางกฎหมายอาจจะเอาผิดได้เพียง “ปลาซิวปลาสร้อย” หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการตามวัฒนธรรมการเมืองไทยที่คุ้นเคย แต่ในทาง “ศาลจำลองของประชาชน” ภาพลักษณ์เรื่องธรรมาภิบาลของผู้นำประเทศได้ถูกหักคะแนนไปเรียบร้อยแล้ว การสะสางปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก สาวไม่ถึงนักการเมืองเบื้องหลัง ยิ่งตอกย้ำภาพลบและผลักไสชนชั้นกลางในเมืองให้หันไปหาพรรคคู่แข่ง
ทว่า ในสัจธรรมการเมืองไทย รัฐบาลมักไม่ได้ล้มลงด้วยแรงกดดันจากภายนอกหรือม็อบลงถนนเพียงอย่างเดียว แต่วิกฤตศรัทธาภายนอกมักทำหน้าที่เป็น “เชื้อปะทุ” ชั้นดี ที่เข้าไปโหมไฟความขัดแย้งภายในรัฐบาลผสมให้ทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อกัปตันเรืออย่างภูมิใจไทยเริ่มเพลี่ยงพล้ำ สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของพรรคร่วมรัฐบาลจะทำงานทันที และพรรคที่ถูกจับตามองมากที่สุดในสมการนี้ย่อมหนีไม่พ้น “พรรคเพื่อไทย”
ด้วยดีเอ็นเอของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำจิตวิญญาณของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ถนัดและคุ้นชินกับการเล่น “บทนำ” มากกว่า “บทตาม” การต้องยอมตกอยู่ใต้ร่มเงาของภูมิใจไทยย่อมสร้างความอึดอัดมาโดยตลอด ประวัติศาสตร์บาดแผลที่เพื่อไทยเคยถูกภูมิใจไทยตลบหลังในอดีต ยังคงเป็นบทเรียนที่พร้อมจะถูกนำมาฉายซ้ำในมุมกลับ ยิ่งในเวลานี้ สมการการเมืองปรากฏตัวละครสำคัญอย่าง “พรรคกล้าธรรม” ภายใต้บารมีของ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เจนจบในยุทธจักรการประสานสิบทิศและการบริหารจัดการเสียงในสภา ยิ่งทำให้แนวคิดการ “พลิกขั้วตลบหลัง” มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ดี ด้วยจำนวนเสียง ส.ส. ของพรรคภูมิใจไทยในปัจจุบันที่ยังถือไพ่เหนือกว่าค่อนข้างมาก การเปิดเกม “หักดิบ” โหวตสวนเพื่อล้มรัฐบาลในทันทีทันใดจึงเป็นหมากที่เสี่ยงเกินไป และอาจนำไปสู่การยุบสภาที่ไม่มีใครการันตีผลลัพธ์ได้ ยุทธวิธีที่ฝั่งคิดล้มรัฐบาลจะนำมาใช้จึงน่าจะเป็นการเมืองแบบ “สงครามตัวแทน” หรือยุทธการ “น้ำซึมบ่อทราย”
นั่นคือการค่อยๆ เซาะ ค่อยๆ ดูด เจาะฐาน ส.ส. เขตของภูมิใจไทยที่เริ่มหวั่นไหวกับกระแสโพลขาลงในพื้นที่ โดยเปิดดีลลับ มอบผลประโยชน์ หรือเพาะเลี้ยง “งูเห่าชั่วคราว” ให้คอยทำหน้าที่ส่งสัญญาณเตือนในจังหวะสำคัญ การดึงเสียงออกไปทีละน้อยเช่นนี้ จะเป็นการลดทอนอำนาจต่อรอง (Weakening Process) ของนายกฯ อนุทิน ทำให้บารมีในการคุมเสียงในสภาเริ่มไม่นิ่ง และเมื่อฐานรากคลอนแคลนบวกกับกระแสสังคมในไตรมาส 3 ทรุดถึงขีดสุด เชื่อกันว่าเมื่อนั้น “เพื่อไทยและกล้าธรรม” ก็พร้อมจะกดปุ่มปิดดีลใหญ่ พลิกขั้วอำนาจเปลี่ยนม้ากลางศึกอย่างชอบธรรม
จากนี้ไป ไตรมาส 3 จึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาของการประคองตัวเลขเศรษฐกิจสำหรับพรรคภูมิใจไทย หากแต่เป็นช่วงเวลาของการ “ระแวงหลัง” ว่าลมพายุภายนอกที่กำลังพัดกระหน่ำ จะกลายเป็นข้ออ้างให้คนในบ้าน หันมาถีบเสาเรือนให้พังครืนลงมาเองตามสไตล์การเมืองไทย ๆ ที่คุ้นเคย!
#การเมืองไทย2569 #พรรคภูมิใจไทย #อนุทินชาญวีรกุล #พรรคเพื่อไทย #พรรคกล้าธรรม #ผู้กองธรรมนัส #นิด้าโพล #ทุจริตสอบท้องถิ่น #บัตรคนจน #ปรับครม #เปลี่ยนม้ากลางศึก #สยามรัฐ #บทวิเคราะห์การเมือง








