คนโลกสวย/ ทวี สุรฤทธิกุล
ความฝันของคนกรุงเทพฯที่อายุจะ 70 กับคนที่อายุเพิ่งจะ 17 นั้นแตกต่างกันมาก ไม่ใช่เป็นเพราะคนแก่มีอายุมากกว่า แต่เป็นเพราะโลกในเวลาหลายสิบปีมานี้ได้เปลี่ยนไปมาก คนในแต่ละวัยจึงมีความฝันแตกต่างกัน
เมื่อ 68 ปีก่อน ผู้เขียนร้องอุแว้ออกมาดูโลกที่โรงพญาบาลหญิง ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แม่ของผู้เขียนบอกว่าตอนนั้นเป็นตอนเช้าเพิ่งจะมีการชักธงชาติขึ้นเสา มองออกไปทางหน้าต่างห้องพักคนไข้รวมชั้นล่าง เห็นรูปปั้นทหารอากาศยืนอุ้มลูกระเบิดอยู่บนแท่นตรงกลางอนุสาวรีย์พอดี ตอนนั้นยังมีรถรางวิ่งอยู่ตรงทางที่จะไปราชเทวี รถเมล์มีไม่กี่สาย ส่วนรถยนต์ก็ไม่มาก ที่มีมากกว่าคือรถสามล้อ และผู้คนที่เดินไปมาเพื่อต่อรถเมล์รอบ ๆ อนุสาวรีย์ กับที่มาซื้อของตามตึกแถวรอบ ๆ บริเวณนั้น ส่วนก๋วยเตี๋ยวเรือนั้นยังไม่มีในคลองด้านที่จะไปถนนพหลโยธิน เพิ่งจะมามีมาจอดเรือขายตอนผู้เขียนเข้าชั้นอนุบาลแล้ว แต่ก็เป็นเรือลำเล็ก ๆ ใช้พายแจวบ้าง ติดเครื่องยนต์เล็ก ๆ บ้าง พอผู้เขียนเรียนจบมหาวิทยาลัยก็หายไป ไปจอดเรือขายที่คลองรังสิตกันทั้งหมด แต่เรือขายก๋วยเตี๋ยวที่คลองรังสิตนี้ลำใหญ่มาก เหมือนว่าเอาบ้านหรือภัตตาคารไปตั้งไว้กลางเรือ มาวันนี้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมีรถไฟฟ้าวิ่งลอยขนานอย่างสง่างาม และกำลังมีการทำสกายวอล์คเพื่อเชื่อมสถานีรถไฟฟ้ากับโรงพยาบาลต่าง ๆ นับสิบแห่งที่ตั้งอยู่ตลอดแนวถนนราชวิถีนั้น
ตอนที่ผู้เขียนเกิด ถนนที่จะไปภาคเหนือและภาคอีสานมีเส้นเดียว คือถนนพหลโยธิน แต่ก่อนหน้านั้นในช่วงปลาย ๆ ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็เริ่มมีการสร้างถนนขึ้นใหม่อีกเส้น ชื่อว่าถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ นัยว่าจะให้เป็น “ทางด่วน” สายแรกของประเทศไทย และเพื่อช่วยระบายรถจากถนนพหลโยธิน จนถึง พ.ศ.2520 ก็เปลี่ยนชื่อเป็นถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเป็นพระอนุสรณ์แด่พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงวิภาวดีรังสิต ที่สิ้นพระชนม์ในเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ลอบโจมตีเฮลิคอปเตอร์ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากนั้นกรุงเทพฯก็ขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ อย่างบริเวณตลาดห้วยขวางที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ตอนเด็ก ๆ สมัยนั้นยังเป็นทุ่งนาอยู่รายรอบ สมัยนั้นหลังตลาดห้วยขวางยังไม่มีการตัดถนนรัชดาภิเษก พอข้ามคลองหัวยขวางออกไปมีแต่ทุ่งนา ผู้เขียนกับเพื่อน ๆ สมัยเด็ก ๆ ยังไปเล่นน้ำจับปลากันทุกเสาร์อาทิตย์ พอมีถนนรัชดาภิเษกตัดขึ้นเท่านั้นถนนทั้งสายก็กลายเป็นร้านอาหารต่าง ๆ จำนวนมาก จนมีการขึ้นอาคารสวย ๆ ตามมา รวมถึงการเกิดขึ้นของย่านธุรกิจต่าง ๆ มากมาย ตั้งแต่แยกพระราม 9 ไปจนถึงรัชโยธิน จนจำท้องนาที่เคยมีอยู่เดิมไม่ได้
ใน พ.ศ. 2518 มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก ผู้เขียนอายุยังไม่ถึงที่จะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง จนอายุเลยเบญจเพสใน พ.ศ. 2528 จึงได้ไปใช้สิทธิ์เป็นครั้งแรก และได้พลตรีจำลอง ศรีเมือง มาเป็นผู้ว่าฯ จากนั้นก็เลือกตั้งผู้ว่าฯนี้มาทุกครั้ง แต่ละครั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ออกมา “ขายฝัน” โดยหาเสียงว่าถ้าได้เป็นผู้ว่าฯแล้วจะทำอย่างโน่นอย่างนี้ ทำให้คนกรุงเทพฯที่คนในที่อื่น ๆ ของประเทศไทยพากันอิจฉา เพราะเป็นจังหวัดเดียวที่ได้เลือกตั้งผู้บริหารผู้ว่าราชการจังหวัด กระนั้นสิ่งที่คนที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นผู้ว่าฯได้หาเสียงไว้ในตอนที่หาเสียงนั้น ส่วนใหญ่มักจะทำไม่ได้ หรือทำอะไรก็ไม่สำเร็จทั้งหมด แล้วก็ขอโอกาสทำใหม่ ให้เลือกท่านเข้าไปใหม่อีกครั้ง พอดีผู้เขียนไม่อยากหาเสียงให้ใครหรือเชียร์ใคร จึงขออุบเอาไว้ก่อน เพราะอยากจะคุยเรื่อง “ความฝัน” ของคนกรุงเทพฯที่ผ่านมาหลายสิบปีนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็น “ฝันร้าย” เสียส่วนใหญ่ เพราะมาถึงวันนี้ท่านผู้ว่าฯกี่คน ๆ ก็ยังทำไม่สำเร็จ
ตอนสมัยก่อนคนกรุงเทพฯจะเบื่อมาก ๆ กับปัญหาการจราจร ถึงขนาดที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯบางคนเสนอให้ลดจำนวนรถยนตร์ หรือที่ “บ้า ๆ” หน่อยให้เปิดไฟเขียวมันทุกสี่แยก ถึงทุกวันนี้ปัญหานี้ก็ไม่เบาบางลงไป และยิ่งมากขึ้น ถึงขนาดที่บนถนนที่เรียกว่าทางด่วนหรือถนนลอยฟ้านั้นก็ไม่ต่างกับถนนธรรมดาข้างล่างแต่อย่างใด ปัญหาการจราจรนี้เชื่อมโยงกับปัญหามลภาวะ คือควันพิษ ทำให้ผู้ว่าฯบางสมัยต้องออกมา “สร้างภาพ” ตามท้องถนน อวดวิธีการตรวจควันดำอย่างทะมัดทะแมงออกทีวี อีกปัญหาหนึ่งที่ผู้สมัครผู้ว่าฯเอามาใช้กันบ่อย ๆ คือเรื่องการสร้างสีเขียวให้กับกรุงเทพฯ บางคนก็ให้เพิ่มสวนสาธารณะ บางคนก็ก็ให้เอาต้นไม้มาปลูกหน้าบ้าน เรียกว่า “หน้าบ้านน่ามอง” แต่บางคนก็แก้ง่ายกว่านั้น โดยการเอาสีมาทาให้เป็นต้นไม้ดอกไม้ตามกำแพงหรือรั้วที่สาธารณะ แล้วเรียกว่า “ศิลปะ(เปรอะ)” เป็นของแถม
ปัญหาข้างต้นเป็นปัญหาที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยตรง คือการใช้รถกันมาก การสร้างความแออัดให้กับเมือง การทำลายธรรมชาติ การไม่เคารพกฎหมาย การไม่มีวินัยและมารยาท ตลอดจนขาดสุนทรียรส(แปลว่าความสวยงาม)ในชีวิต ก็เลยเกิดปัญหาทับถมเรื่อยมา (อย่างที่ผู้เขียนเบื่อมากก็คือรถมอเตอร์ไซค์วิ่งในเลนทางด่วนอยู่ทุกวี่ทุกวัน รวมถึงที่วิ่งย้อนศรหรือวิ่งไปมาบนฟุตบาท มีอุบัติเหตุและการสูญเสียอยู่เป็นประจำ โดยนาน ๆ ทีจึงจะเห็นตำรวจออกมาจับเอาความดีความชอบสักชั่วโมงสองชั่วโมง ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มอเตอร์ไซค์ก็อัดกับรถกระบะก็ในช่องทางด่วนบนถนนวิภาวดีรังสิต ช่วงใกล้โรงเรียนหอวัง และใกล้ สน.วิภาวดีนั่นเอง) ปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยากถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างเอาจริงเอาใจ ไม่เป็นผักชีโรยหน้า ถ้าจะอ้างว่ากำลังตำรวจไม่พอ ก็เคยเสนอให้ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น กล้องถ่ายภาพ (แต่ตอนหลังนี้คงเซ็งลี้ไม่ได้เพราะถูกขัดคอเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณเป็นประจำ เลยเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไว้ก่อน)
อย่างไรก็ตามก็มีปัญหาที่ดูจะพ้นฝ่ามือของมนุษย์ นั่นก็คือพวกภัยธรรมชาติทั้งหลาย สำหรับกรุงเทพฯก็คือ “น้ำท่วม” ซึ่งน้ำมักจะท่วมทุกปีในหน้าฝน เพราะประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุม แต่กรุงเทพฯจะมีพื้นที่ต่ำ ซ้ำร้ายแผ่นดินทรุดลงทีละเล็กละน้อยมาเป็นสิบ ๆ ปี สมัยหนึ่งก็บอกว่าเป็นเพราะขุดบ่อบาดาลกันมาก มาถึงวันนี้ก็มาเจอกับปัญหา “โลกร้อน” น้ำทะเลค่อย ๆ สูงขึ้น รวมถึงในปีนี้ก็ว่าจะเกิด “ซุปเปอร์เอลนิโย่” น้ำแข็งละลายมากขึ้น ทำให้น้ำจะท่วมสูงขึ้น (กรุงเทพฯถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองริมทะเลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงว่าน้ำจะท่วมจนอยู่ไม่ได้ภายใน ค.ศ. 2070 นี้) ซึ่งมีคนได้ยินว่าผู้บริหารกรุงเทพฯมหานครนั้นไม่กลัวหรอก เพราะกรุงเทพฯมี “อุโมงค์หมื่นล้าน” ไว้ระบายน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่เห็นน้ำเยอะ ๆ อยู่ทุกวันในวันที่ฝนตกนั้นก็คือ “น้ำรอการระบาย” รวมถึงที่ปลอบใจคนกรุงเทพฯด้วยว่า มวลน้ำหรือ “น้องน้ำ” ที่เคยมาท่วมกรุงเทพฯอยู่เป็นเดือนใน พ.ศ. 2554 นั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้หรอก เพราะประเทศไทยเราวางระบบป้องกันไว้แล้ว?
คนแก่ ๆ อย่างพวกเราที่เจอปัญหา “ฝันร้ายของกรุงเทพฯ” มากันคนละหลายสิบปี ในสมัยเด็ก ๆ ก็เคย “โลกสวย”แบบพวกท่านนี้เหมือนกัน ซึ่งพอเวลาผ่านไปก็คิดฝันว่าน่าจะมีคนที่มาแก้ไขให้ดีขึ้นได้ แต่พอมาถึงวันนี้ปัญหาเหล่านี้ก็ยังมีอยู่ ทั้งยังมีความรุนแรงมากขึ้น ๆ ก็ขอให้ทุกท่านโชคดีและสามารถผ่านพ้นปัญหาเหล่านี้ให้ได้ต่อไป ปัญหาบางอย่างแก้ได้ด้วยคนหรือต้องแก้ที่คนนั้นก็ต้องช่วยกันหาคนเก่ง ๆ มาแก้ เช่น เลือกตั้งผู้ว่าฯก็เลือกคนที่ “โม้น้อย ๆ” สักหน่อย เป็นต้น แต่ถ้าเป็นปัญหาจากภัยธรรมชาติ ก็ต้องพยายามปรับตัวหรือหลีกเลี่ยงปัญหานั้นให้ได้
คติที่ว่า “โลกสวยด้วยมือเรา” นี้ยังใช้ได้ ถ้าช่วยกันคิดช่วยกันทำนะครับ








