ทวี สุรฤทธิกุล
ธรรมชาติอย่างหนึ่งของสังคมมนุษย์คือ “การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งสังคมนั้นมักจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ ขึ้นอยู่กับสติปัญญาและพลังร่วมของสังคม
อย่างที่ได้ทราบในบทความนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า หลายคนมีความเป็นห่วงอนาคตของคนรุ่นใหม่ ที่น่ากลัวว่าจะพาประเทศไทยไปในแนวทางอันตราย โดยเฉพาะแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ ที่ต้องการจะล้มล้างระบอบเก่า ๆ สถาบันเดิม ๆ จนถึงคนรุ่นเก่า ๆ ตั้งแต่ที่เป็น “คอมมิวนิสต์มวลชน” ในอดีต มาเป็น “คอมมิวนิสต์ดิจิตอล” ที่กำลังก่อกระแสรุนแรงอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องอันตราย เพียงแต่ต้องเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากันได้กับกระแสความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น
ขอยกประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ที่อยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงนั้นมาโดยตลอด โดยราว พ.ศ. 2507 – 2510 ผู้เขียนยังเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้นอยู่ในชนบทที่โคราช เป็นยุคที่คนไทยกลัวคอมมิวนิสต์กันมาก เพราะมีการจัดตั้งกองกำลังโดยพรรคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขึ้นในภาคอีสาน เพื่อสู้กับรัฐบาลไทย โดยใช้คำว่า “ปลดแอก” คือให้คนไทยพ้นจากการกดขี่จากข้าราชการและนายทุนขุนศึก ในโรงเรียนมีการปิดโปสเตอร์เป็นภาพและข้อความต่อต้านคอมมิวนิสต์ เช่น คอมมิวนิสต์คิดร้ายทำลายชาติ(มีรูปแผนที่ประเทศไทยที่มีดินแดนด้านขวาเป็นรูปประเทศเพื่อนบ้านกำลังอ้าปากโอบงับแผ่นดินไทย) คอมมิวนิสต์พิษร้ายกว่ายุง(ตอนนั้นประเทศไทยยังมีปัญหาไข้มาเลเรียจากยุงลายรุนแรงมาก จึงมีรูปยุงใส่หมวกประดับดาวสีแดงกำลังไล่จิกผู้คน) วิทยุก็มีการออกอากาศจัดรายการข่าวเกี่ยวกับภัยคอมมิวนิสต์นี้ทุกวัน แต่สำหรับเด็ก ๆ นั้นก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวอะไรนัก แต่ผู้ใหญ่นั้นกลัวกันมาก เพราะมีการบอกกันต่อ ๆ ว่า ถ้าคอมมิวนิสต์ยึดประเทศไทยได้ เราจะไม่มีวัดและพระสงฆ์ รวมถึงพระมหากษัตริย์
จนถึงเมื่อผู้เขียนโตเป็นวัยรุ่น ได้เข้าร่วมในการชุมนุมในเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยเหตุที่อยู่ในบรรยากาศที่ถูก “กล่อม” ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อจากผู้นำการชุมนุม ทำให้ผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมาก “เคลิ้ม” ไปกับคำปราศรัยเหล่นั้น จนรู้สึกชื่นชอบและอยากเป็นคอมมิวนิสต์ ขบวนการคอมมิวนิสต์เติบโตมากในมหาวิทยาลัยยุคนี้ จนในปี 2519 ที่ผู้เขียนเข้ามหาวิทยาลัย ทหารก็ปราบนักศึกษาที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับกลุ่มประชาชนที่ถูกปลุกระดมจากสื่อของทหารให้ร่วม “พิฆาตซ้าย” จากนั้นนักศึกษาก็หนีเข้าป่าจำนวนมาก แต่ก็ไม่อาจจะสู้กับกองกำลังของรัฐบาลได้ ที่สุดจนถึงรัฐบาลของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ใน พ.ศ. 2523 ก็ได้มีนโยบาย 66/2523 ให้คอมมิวนิสต์ในป่าออกมาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” มีการอภัยโทษและสร้างความมั่นใจให้แก่พวกที่หนีเข้าป่า จากนั้นปัญหาคอมมิวนิสต์ในป่าก็หมดไป
คอมมิวนิสต์นั้นยังไม่หมดไปจากสังคมไทย เชื่อว่ากลุ่มที่เคยถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยุค 14 ตุลา 16 และ 6 ตุลา 19 ก็ยังมีอิทธิพลในทางการเมืองอยู่ โดยเฉพาะที่คนพวกนี้ได้แทรกซึมเข้าไปในองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจนถึงพรรคการเมือง ถ้าท่านทั้งหลายยังจำได้ก็คือ “ปฏิญญาฟินแลนด์” ที่พวกคอมมิวนิสต์ในพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง เมื่อถูกทหารไล่ล่าภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็ได้หลบหนีออกไปจากประเทย แล้วไปประชุมกันที่ฟินแลนด์ ประกาศปฏิญญาดังกล่าวที่จะล้มระบอบเก่าในประเทศ แล้วสร้างระบอบใหม่ขึ้นแทนที่ จากนั้นเมื่อเกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แนวคิดคอมมิวนิสต์ก็ถูกนำเผยแพร่อีกครั้งในพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ รวมถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มมวลชนเล็ก ๆ เช่น พวกสามกลีบ เป็นต้น แต่ที่น่ากลัวก็คือการเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย ที่ไม่สามารถประเมินได้ว่ามีจำนวนมากมายหรือรุนแรงเพียงใด แต่เท่าที่ผู้เขียนติดตามดูและสัมผัสอยู่ ยังไม่น่าเป็นห่วง และถ้ามองกันยาว ๆ น่าจะยังสบายใจได้
ความสบายใจนี้เกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาด้วยธรรมชาติทางสังคม” (เป็นแนวคิดทางรัฐศาสตร์ในแขนงชีววิทยาการเมือง – Bio Politics ที่มองระบบรัฐว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง ที่มีการวิวัฒนาการไปตามยุคสมัย โดยมีสภาพสังคมที่รายรอบนั้นหล่อเลี้ยงและควบคุม) ซึ่งแต่ละประเทศก็มีวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน เพราะเหตุที่มี “สภาพสังคมที่รายรอบ” แตกต่างกันนั่นเอง
ถ้าเรามองไปที่ประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะประเทศใหญ่ ๆ อย่างรัสเซียและจีน สภาพสังคมของทั้งสองประเทศนั้นส่งเสริมให้เป็นคอมมิวนิสต์ได้โดยตรง คือความล้มเหลวของสถาบันและระบอบเก่า คือทั้งสองประเทศมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่อ่อนแอ และมีระบอบเก่าที่ทำร้ายประชาชน เมื่อมีผู้เสนอ “โลกใหม่” เช่นระบอบคอมมิวนิสต์ ก็เปิดรับได้ง่าย อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองประเทศนั้นก็ “ปรับตัว” คือเปลี่ยนแปลงระบอบคอมมิวนิสต์ของตนนั้นเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางสังคมที่แปรเปลี่ยนไป แม้ว่าในวันนี้ยังยึดอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ แต่วิธีการที่จะนำประเทศให้มั่นคงอยู่ในแนวลัทธินั้นก็ปรับเปลี่ยนไป อันสืบเนื่องมาจากการยุติสงครามเย็นในทศวรรษปี 1990 โลกถูกสลายขั้วในหมู่มหาอำนาจ และกระบวนการโลกาภิวัฒน์เข้าครอบงำ ทุกประเทศจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้ “แข่งขัน” กันให้อยู่รอด โดยเฉพาะเน้นการต่อสู้ทางเศรษฐกิจแทนที่การต่อสู้ทางการเมืองแบบในอดีต
กลุ่มคนรุ่นใหม่ของไทยอาจจะมีคนที่มีแนวคิดเป็นคอมมิวนิสตอยู่บ้าง(หรืออาจจะมีจำนวนมากพอสมควร)ก็ไม่ใช้สิ่งแปลกใหม่ เพราะในอดีตเช่นใน พ.ศ. 2516 - 2519 ก็เคย”ฮิต” หรือเป็นที่นิยมอยู่ช่วงหนึ่ง รวมถึงที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระบอบทักษิณจนถึง “ด้อมส้ม” ในปัจจุบัน ก็ถือว่ามีกระแสที่รุนแรง เพียงแต่ในยุคก่อนได้สร้างกลุ่มมวลชนเข้าเผชิญหน้ากับรัฐ แต่ทุกวันนี้ได้หลบเข้าไปอยู่ในสื่อดิจิตอล ผู้เขียนจึงเรียกพวกคอมมิวนิสต์ในยุคนี้ว่าเป็น “คอมมิวนิสต์ดิจิตอล” ดังกล่าว
ทฤษฎีการพัฒนาด้วยธรรมชาติทางสังคม ยังเชื่ออีกว่าสังคมจะพัฒนาไปสู่สิ่งที่ “ดีกว่าและเหมาะสมกว่า” ดังนั้นตามทฤษฎีนี้พวกคนรุ่นใหม่ของไทยก็คงไม่อยากนำประเทศไปสู่แนวทางที่ “แย่” ไปกว่าเดิม ขอเพียงแต่ระบอบเก่านี้อย่าทำตัวแย่เสียเอง ทั้งนี้ถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 9 ก็จะพบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชนั้น พระองค์ทรงได้สร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนสู่ระบบราชการได้มากพอสมควร จนทำให้คอมมิวนิสต์ไม่อาจแยกคนไทยในชนบทไปเป็นพวกคอมมิวนิสต์ ต่อมาแม้คอมนินิสต์จะเปลี่ยนมาสู้แบบ “เมืองล้อมป่า” เข้ามาแทรกซึมอยู่ในองค์กรต่าง ๆ และพรรคการเมือง ก็ไม่อาจจะปรับเปลี่ยนคนไทยให้ไปเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างมุ่งหมาย
ก็หวังว่าพวกคนรุ่นเก่าและรัฐบาลที่โฆษณาว่าเป็น “คนหัวสมัยใหม่” จะเข้าใจคนรุ่นใหม่ โดยอย่าไปคิดแต่จะปรับเปลี่ยนหรือต่อสู้กับคนรุ่นใหม่ด้วย “ความเชื่อเก่า ๆ” อย่างที่เป็นอยู่ แต่จงเข้าไปนั่งใน “หัวอก” ขอคนรุ่นใหม่ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร และอย่าทำตัวให้เขาเกลียด เช่น เลิกซะการคอร์รัปชัน การกอบโกยผลประโยชน์ การใช้อำนาจบาตรใหญ่ ความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ พวกเขาก็จะมองว่าประเทศไทยยังจะไปรอดได้ดีอยู่ แล้วก็จะยังไว้ใจให้คนรุ่นเก่า(รวมถึงทายาทคนรุ่นเก่านี้)ปกครองประเทศได้ต่อไป
แต่ถ้าคนรุ่นเก่าไม่เปลี่ยนไม่ปรับปรับตัว นั่นแหละจึงควรจะให้คนรุ่นใหม่เข้าปกครองดูบ้าง แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรจะร่วมมือกันด้วยคนทั้งสองรุ่นนี้
อยู่ที่ว่าใครจะยอมให้ใครก่อนหรือไม่เท่านั้น !








