เกือบ 10 ปีหลังประเทศไทยเริ่มใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบแบบ 2 อัตรา แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับสวนทางกับเป้าหมายเดิม เมื่อรายได้ภาษีไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาดหวัง การยาสูบแห่งประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการแข่งขันด้านราคา ขณะที่ปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายยังขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ระบบภาษีดังกล่าวยังเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่
โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราเริ่มใช้ในปี 2560 โดยมีแนวคิดสำคัญเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านรายได้รัฐ การควบคุมการบริโภค และการปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ ซึ่งก็คือการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) รัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจดูแลเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ
อย่างไรก็ตาม สมมติฐานสำคัญของการออกแบบระบบดังกล่าว คือ การรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศผ่านการกำหนดภาระภาษีที่แตกต่างกันระหว่างบุหรี่ราคาถูกที่ผลิตในประเทศและบุหรี่ราคาแพงที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่สถานการณ์ตลาดกลับเปลี่ยนแปลงไป เมื่อบริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถปรับกลยุทธ์ด้านราคาและลดราคาสินค้าเพื่อเข้ามาแข่งขันในตลาดระดับราคาต่ำได้
ทำให้กลไกภาษี 2 อัตราที่ตั้งใจจะช่วยปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามเป้าหมาย ขณะเดียวกันยังสร้างความแตกต่างของภาระภาษีระหว่างสินค้า ส่งผลให้ตลาดเกิดแรงจูงใจในการแข่งขันด้านราคา และทำให้ผู้บริโภคบางส่วนเปลี่ยนไปเลือกสินค้าที่มีราคาถูกกว่าแทน
ข้อมูลการจัดเก็บรายได้สะท้อนให้เห็นว่า หลังเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างภาษี 2 อัตรา รายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอัตราภาษีที่ปรับสูงขึ้น โดยรายได้จากภาษียาสูบลดลงจากระดับกว่า 68,000 ล้านบาทในปี 2560 เหลือเพียง 47,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา
ขณะที่กำไรของการยาสูบแห่งประเทศไทยก็ลดลงอย่างมาก จากปี 2564 ที่มีกำไร 1,000 ล้านบาท และเงินนำส่งรัฐ 48,000 ล้านบาท ลดลงเหลือกำไรเพียง 500 ล้านบาท และเงินนำส่งรัฐ 29,000 ล้านบาทในปี 2568
นอกจากผลกระทบต่อรายได้รัฐแล้ว โครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนและการเพิ่มอัตราภาษีในระดับสูงยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เอื้อต่อการขยายตัวของตลาดบุหรี่ผิดกฎหมาย เนื่องจากสินค้าที่ไม่เสียภาษีสามารถแข่งขันด้านราคาได้มากขึ้น ผู้ขายสินค้าผิดกฎหมายได้รับประโยชน์ ขณะที่ภาครัฐสูญเสียทั้งรายได้และความสามารถในการกำกับดูแลตลาด
ที่ผ่านมา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง นักวิชาการด้านสุขภาพและเศรษฐศาสตร์หลายท่าน เคยศึกษาการปรับปรุงโครงสร้างภาษียาสูบ และเสนอว่าระบบภาษีที่มีประสิทธิภาพควรมีความเรียบง่าย ลดความซับซ้อน และลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษี โดยแนวทางภาษีอัตราเดียว (Single Uniform Tax) เป็นหนึ่งในทางเลือกที่สอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ
ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาษียังมีความสำคัญต่อเป้าหมายของประเทศไทยในการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งให้ความสำคัญกับหลักการแข่งขันที่เป็นธรรม ความโปร่งใส มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และกติกาทางเศรษฐกิจที่ไม่สร้างความได้เปรียบหรือเสียเปรียบระหว่างผู้ประกอบการ
โครงสร้างภาษียาสูบแบบ 2 อัตราของไทย ซึ่งกำหนดมาเพื่อช่วยให้รัฐวิสาหกิจปรับตัว ปรับกลยุทธ์สำหรับการแข่งขันในตลาด จึงกลายเป็น “จุดอ่อน” ของประเทศ อาจทำให้ประเทศไทยตกขบวน OECD หากไม่เร่งทบทวน เพื่อให้ระบบภาษีของไทยสอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปและมาตรฐานระหว่างประเทศ
หลังจากใช้ระบบภาษี 2 อัตรามาเกือบ 10 ปี บทเรียนสำคัญไม่เพียงแค่การสูญเสียรายได้รัฐ การบิดเบือนกลไกตลาด การกระตุ้นให้เกิดสงครามราคา แต่ยังสวนทางกับมาตรฐานสากล
ดังนั้น กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตจึงควรปฎิรูปโครงสร้างภาษียาสูบโดยเร็ว โดยพิจารณาปรับไปสู่ระบบภาษีที่เรียบง่าย โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักสากล เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างรายได้ของรัฐ การแข่งขันที่เป็นธรรม การดูแลผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรม และการควบคุมปัญหาสินค้าผิดกฎหมายในระยะยาว








