ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ร้อนแรงที่สุด เวลานี้ คงไม่มีพื้นที่ไหน เดือดทะลุปรอทไปมากกว่า “กระทรวงมหาดไทย” เมื่อ “มท.1” อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ออกแรง “เล่นใหญ่” เพื่อสยบคลื่นลมภายในกระทรวงคลองหลอด
และแน่นอนว่า “ปลัดมหาดไทย” คือ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ในฐานะข้าราชการระดับสูงสุด ต้องเป็นผู้ดำเนินการ ออกคำสั่งย้าย ด้วยกันถึง 2 ตลบ เพียงแค่ข้ามวัน !
การโยกย้าย รอบแรกเกิดขึ้นวานนี้ (15 มิ.ย.69) หลังจากที่ นายกฯอนุทิน ออกอาการฉุนขาด กรณี มท.1 ระเบิดกลางห้องประชุมข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ถามหา “ผู้ว่าฯซีฟู๊ด” หรือรองผู้ว่าฯภูเก็ต เนื่องจากมีการเอาไปพูดกันว่า รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต สามารถ “ย้าย” ผู้ว่าฯภูเก็ต ได้
สิ่งที่เกิดขึ้นที่ภูเก็ต สะเทือนมาถึงกระทรวงมหาดไทย เพราะอย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้นายกฯอนุทิน เพิ่งยกคณะลงไปในพื้นที่ พร้อมประกาศ “ปราบมาเฟียภูเก็ต” ดังนั้นเท่ากับว่ากำลังเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างข้าราชการระดับสูง หรือไม่
จากนั้นในช่วงเย็น กระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่ง ย้ายข้าราชการ ระดับรองผู้ว่าฯ 5 รายโดย 1.นางวจิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าฯสมุทรสาคร 2.นายธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯภูเก็ต ไปเป็นรองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช
3.ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าฯสมุทรสาคร โยกย้ายเป็นรองผู้ว่าฯภูเก็ตแทน 4.นายอดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าฯภูเก็ต ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าฯสงขลา 5.นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าฯสงขลา ย้ายไปเป็นรองผู้ว่าฯภูเก็ต แน่นอนว่า ได้รวมถึง “รองผู้ว่าฯซีฟู๊ด” ด้วย
เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เมื่อการประชุมครม.วันนี้ มีการทิ้งทวน “ วาระจร” ก่อนที่นายกฯอนุทิน จะออกเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ ประเทศรัสเซีย ช่วงเย็น โดยที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบให้โยกย้ายอีกรอบ โดยเป็นการ “ย้ายสลับตำแหน่ง”
โดย ย้าย “ผู้ว่าฯเซมเบ้” นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าฯภูเก็ต ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้ง โชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯภูเก็ตแทน เท่ากับว่าย้ายทั้ง ผู้ว่าฯเซมเบ้ กับ “รองผู้ว่าฯซีฟู๊ด” ที่เป็น “คู่ขัดแย้ง” ในพื้นที่ภูเก็ต ออกด้วยกันทั้งคู่
การขยับเปลี่ยนตัวผู้เล่น ในพื้นที่ภูเก็ต จบลงด้วยวิธีย้ายออกหมดเช่นนี้ กำลังสะท้อนและตอกย้ำให้เห็น มิติทางการเมืองที่น่าสนใจ นั่นคือการแก้ปัญหาย้ายชนิดฟ้าผ่า เช่นนี้ อาจเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก
หาก พรรคการเมืองใดก็ตาม ไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถ “คุมเบ็ดเสร็จ” เหมือนกับที่พรรคสีน้ำเงิน เคยประกาศแล้วว่า ที่มหาดไทย ไม่มี “สิงห์” สีอื่น นอกจาก สีธงชาติ นั่นคือ สีแดง -น้ำเงินและขาว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนย่อมรู้ดีว่า กระทรวงแห่งนี้ต้องมีเพียงสีเดียว นั่นคือสีน้ำเงิน สีเดียวกับพรรคภูมิใจไทย
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่มากไปกว่าการจัดระเบียบบรรดาสิงห์ในกระทรวงมหาดไทยแล้ว อย่าลืมว่า จนถึงวันนี้การปราบมาเฟียภูเก็ต ยังไม่บรรลุเป้าหมาย แม้แต่นายกฯอนุทิน ยังกำชับกับ “รัฐมนตรี” ในสายพรรคภูมิใจไทย มาแล้ว ถึงสองครั้งสองครา ดังนั้นเมื่อย้ายข้าราชการออกไปแล้ว “ผลงาน” คือสิ่งที่สังคมและชาวภูเก็ต กำลังรออยู่ !








