คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล
โลกจะสวยด้วยการลดความชั่ว ไม่คอร์รัปชันโกงกิน เอารัดเอาเปรียบ และเห็นแก่ตัว
ผู้เขียนใช้คำว่า “ลดความชั่ว” เพราะถ้าจะให้ความชั่วนี้หมดไป คนทั้งหมดในโลกนี้ต้องเป็นพระอรหันต์ แม้แต่ในทางศาสนาคริสต์ก็กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ว่า มนุษย์นี้เกิดจากตัณหาและราคะ อันเป็นความชั่วที่มีติดมากับโลก กระทั่งมีคนเสริมแต่งพระคัมภีร์นั้นว่า ถ้าจะให้ความชั่วทั้งหลายหมดไป ต้องให้มีไฟนรกมาล้างโลก และสร้างโลกนี้ขึ้นมาใหม่
เมื่อความชั่วไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้ คนที่อยู่ในโลกนี้ก็มีหนทางเพียง 2 - 3 ทาง หนึ่งคือ อยู่กับความชั่วนี้ต่อไปด้วยความระมัดระวัง อย่าให้ใครมาทำชั่วกับเรา และที่สำคัญเราก็อย่าไปทำชั่วกับใคร สองคือ หาทางกำจัดหรือลดความชั่ว เช่น มีการออกกฎหมายลงโทษและป้องกันการทำชั่ว รวมถึงส่งเสริมการศึกษาให้เรียนรู้เกี่ยวกับการกำจัดหรือลดความชั่วนั้น ทั้งนอกและในวัด สามคือ ประจานความชั่ว ร่วมมือกันในทุกสังคมที่จะไม่ร่วมมือกับคนชั่ว และนำความชั่วที่ใครก็ตามได้ทำหรือ “คิดจะทำ” เอามาแผ่ประจาน อย่างที่เรียกว่า “สังคมทัณฑ์” แล้วคนชั่วก็จะไม่มีใครคบ โโลกนี้ก็จะสว่างสดใสขึ้น เพราะเราแยก “คนสีดำ” ออกจาก “คนสีขาว” แล้วก็หาทางกำจัดพวกคนสีดำนั้นให้หมดไปให้ได้มากที่สุด
สังคมไทยเรามีระบบสังคมทัณฑ์กันอยู่บ้าง แต่มักจะใช้ในทางไสยศาสตร์หรือแนวป่าเถื่อน อย่างเรื่อง “ผีปอบ - ผีบ้า” ในภาคอีสาน ซึ่งแยกคนที่ “น่าเกลียดน่ากลัว” ออกจากคนปกติในหมู่บ้าน
ราว พ.ศ. 2507 - 2510 ผู้เขียนได้ไปอยู่ที่หมู่บ้านที่ห่างไกลจากตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมากว่าร้อยกิโลเมตร ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่กันดารล้าหลัง ไฟฟ้าไม่มีใช้ ดินเป็นทราย แห้งแล้งและเดินทางยากลำบาก ลงรถไฟแล้วต้องนั่งเกวียนหรือเดินเท้าเข้าไปอีกสิบกว่ากิโลเมตร (รถสองแถวเพิ่งจะมีในตอนที่ผู้เขียนกลับไปเยี่ยมหมู่บ้านเมื่อ พ.ศ. 2517 และมีไฟฟ้าเข้าหมู่บ้านในอีก 3 ปีต่อมา)
หมู่บ้านนี้มักจะมีคนเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็มีการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเกิดโรคระบาด ผู้คนก็จะตีโพยตีพายกันว่ามี “ผีปอบ” ขึ้นในหมู่บ้านแล้วกระมัง และคนที่โชคร้ายก็คือคนป่วยแก่ๆ คนใดคนหนึ่ง ที่มักจะเป็นหญิงชราที่อยู่เพียงลำพัง ชาวบ้านก็จะพากันไปล้อมรอบๆ กระต๊อบของหญิงชรานี้ พร้อมกับส่งคำด่าต่างๆ แม้จะไม่ได้ด่าตัวหญิงชราตรงๆ เพราะเป็นการด่าผีที่เชื่อว่ามาเข้าสิงร่างหญิงชรานั้น แต่ก็ดูน่าเวทนา หญิงชราต้องปิดกระต๊อบอยู่เงียบๆ ออกไปไหนไม่ได้ ต้องรอจนโรคร้ายหายไปจากหมู่บ้าน จึงจะได้ออกมาใช้ชีวิตเป็นปกติ แต่เด็กๆ อย่างผู้เขียนก็ยังไม่กล้าเดินผ่านกระต๊อบของหญิงชรานั้นอยู่ดี รวมถึงเมื่อเห็นแกโผล่หรือออกมาปรากฏตัวข้างนอก พวกเด็กๆ ก็จะวิ่งหนีไปหลบในที่ต่างๆ บางคนก็ร้องไห้ แต่ถ้าเป็นเด็กโตก็เอาก้อนดินหรือกิ่งไม้ขว้างใส่แกก็มี
ส่วน “ผีบ้า” ก็คือคนที่ทำตัวไม่สมประกอบ อย่างที่ภาษาสมัยนี้เรียกว่า “เพี้ยน” เช่น แต่งตัวสกปรกมอมแมม ผมเผ้ารุงรัง ตอนที่ผู้เขียนเป็นเด็กนั้นคนแบบนี้ดูน่ากลัวมาก โดยผู้ใหญ่บอกว่าอย่าเข้าใกล้ “เดี๋ยวมันจะกินตับ” (หากใครเกิดทันยุคนั้น จะมีข่าวใหญ่ในกรุงเทพฯ อยู่เรื่องหนึ่งคือ “ซีอุย” นี่ก็ว่ากันว่าเป็นคนสติไม่สมประกอบ จนถึงขั้นลักพาตัวเด็กเล็กๆ แล้วไปฆ่ากินตับ)
ผีบ้านี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย ที่หมู่บ้านที่ผู้เขียนเคยอยู่เคยเจอครั้งหนึ่ง นุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว ตัวดำจนไม่รู้ว่าสีผิวจริงๆ สีอะไร เดินมาตามทางดินทรายกลางหมู่บ้าน แดดร้อนระอุแต่แกไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ในมือมีท่อนไม้ขนาดเขื่องเดินกวัดแกว่งไปตามข้างตัว บางคนบอกว่าคงมีไว้ไล่หมาข้างทาง บางคนก็บอกว่านั่นแหละเอามาฟาดหัวคนที่เข้าใกล้ กลางคืนแกก็นอนอยู่ใต้ถุนศาลาวัด พอเช้าอีกวันก็หายไป มีคนเห็นว่าไปโผล่อีกหมู่บ้านหนึ่งใกล้ๆ กัน คงเป็นพวกเร่ร่อนพเนจร บางคนก็ว่าอาจจะหนีอะไรมาจึงปลอมตัวเป็นคนบ้า
ในโลกสมัยใหม่ ประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ใช้กฎหมายในการควบคุมการกระทำผิด “การประจาน” ถือว่าเป็นแนวทางที่อาจจะขัดต่อสิทธิมนุษยชน แต่ก็มีหลายๆ ประเทศยังใช้ระบบการประจานนี้อยู่ในสังคมชนบท หรือสังคมที่ยังมีวัฒนธรรมเก่าแก่ต่างๆ (ใน ChatGPT บอกว่ายังมีอยู่ในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และประเทศไทยด้วย) อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้ที่มีการใช้โซเชียลมีเดียกันอย่างแพร่หลาย “การประจาน” กลับมีให้เห็นกันอยู่ทั่วไป ทั้งยังทำได้กว้างขวางและรวดเร็ว ตั้งแต่การนินทาว่าร้าย ไปจนถึงการกล่าวหาว่าคนโน้นคนนี้ทำความผิดอะไรๆ บ้าง ซึ่งน่ากลัวกว่าการประจานในสมัยก่อนมาก เพราะทำได้ง่ายและกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็วนั่นเอง
วันก่อนได้อ่านคอลัมน์ของคนเขียนที่ใช้นามปากกาว่า “ทนายชาวบ้าน” เขาพูดถึงปัญหาการคอร์รัปชันในประเทศไทย บอกว่าต้นตอน่าจะมาจากรากฐานของสังคมไทยที่เป็นสังคมอุปถัมภ์ โดยพวกชนชั้นนำจะใช้การอุปถัมภ์เอื้อเฟื้อ “เลี้ยงดู - ซื้อใจ” คนระดับล่างที่จำเป็นต้องพึ่งพิง ให้คนระดับล่างนั้นไม่สามารถที่จะอยู่ได้โดยลำพัง รวมถึงในแวดวงราชการและธุรกิจก็มีระบบอุปถัมภ์อย่างเข้มข้นนี้เช่นกัน
จึงเกิดระบบที่เรียกว่า “ลูบหน้าปะจมูก” คือในเวลาที่จะจัดการกับคนที่ทำอะไรผิด ก็จะเจอแต่ “บุญคุณเก่าๆ” หรือคนรู้จักมักคุ้นที่เคยอุปถัมภ์ช่วยเหลือกัน รวมถึงที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกันในลักษณะที่เคยศึกษาเล่าเรียนมาด้วยกัน รุ่นพี่รุ่นน้อง ศิษย์ร่วมสถาบัน หรือเคยอบรมหลักสูตรต่างๆ ด้วยกัน ภาษาสมัยนี้เรียกว่า “คอนเนกชัน” (Connection) หรือ “เครือข่าย” ทำให้มีการช่วยเหลือกันแบบต่างตอบแทนบ้าง แบบเกรงอกเกรงใจกันบ้าง จนถึงมีการ “หากิน” หรือร่วมผลประโยชน์ในบางเรื่องด้วยกัน
ผู้เขียนมองความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์นี้ว่ามีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในด้านลบอย่างที่ทนายชาวบ้านว่ามาข้างต้นก็เป็นเรื่องที่สร้างปัญหาร้ายแรงจริงๆ แต่ในด้านบวกนั้น ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์นี้ก็ช่วยลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมให้เบาบางหรือลดความดุเดือดลง ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักรัฐศาสตร์ก็ได้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองไทย เห็นว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่ยืดหยุ่นและมีความประนีประนอมสูงมาก นี่ก็เนื่องด้วยคนไทยถูกหล่อหลอมมาอย่างยาวนานในระบบของการช่วยเหลือและเอื้อเฟื้อต่อกันนั่นเอง
ผู้เขียนได้อ่านบันทึกของ เซอร์จอห์น บาวริง (Sir John Bowring) ที่มีทีท่าแข็งกร้าวมากในการที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยในปลายสมัยรัชกาลที่ 4 คนไทยเองก็กลัวอังกฤษมาก เพราะอังกฤษได้ใช้กำลังเข้ายึดดินแดนด้านตะวันตกและด้านใต้ของไทยมาได้ทั้งหมด ทั้งอินเดีย พม่า และมลายู แต่เมื่อได้รับการปฏิบัติโดยขุนนางและพระมหากษัตริย์ไทยอย่าง “เอื้อเฟื้อ” ความแข็งกร้าวนั้นก็หายไป กลายเป็นการจัดทำข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งไทยก็ได้ประโยชน์และทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ความรุ่งเรืองด้วยการเปิดประเทศ สิ้นยุคเศรษฐกิจแบบผูกขาด ทำให้มีการค้าขายกับประเทศต่างๆ ไปทั่วโลก และข้าวได้กลายเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญมาตั้งแต่บัดนั้น
คุณูปการของระบบอุปถัมภ์อีกสิ่งหนึ่งก็ปรากฏให้เห็นจากการปฏิวัติรัฐประหารของไทยหลายครั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2475* มาจนถึง พ.ศ. 2557 ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีการเสียเลือดเนื้อหรือฆ่าล้างผลาญกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ก็เพราะความสัมพันธ์แบบ “ลูบหน้าปะจมูก” ที่มีอยู่ในหมู่ชนชนชั้นนำของไทย แบบที่เรียกว่า “ฆ่าไม่ตาย ขายไม่ขาด” คือยังมีผลประโยชน์ที่จะต้องร่วมกันต่อไป
ถ้ายังไม่เชื่อก็มองมาที่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มกันอยู่นี้
ที่บอกว่าสังคมไทยอยู่กันอย่าง “ลูบหน้าปะจมูก” นั้นอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก ขอขยายไปเป็นว่า “ลูบหน้าปะกระดูก” นั้นเลย เพราะยังคงมีความแข็งแกร่งมากขึ้นไม่เสื่อมคลาย
ถ้ายังเป็นแบบนี้กันไปเรื่อยๆ วันข้างหน้าอาจจะ “ลูบหน้าปะกระดูก (หน้าแข้ง)” ก็เป็นได้








