คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
การแข่งขันคือธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ แง่มุมหนึ่งก็เป็นกิจกรรมที่โหดร้าย แต่ถ้ามองให้มีความสุข ชีวิตก็จะสนุกสนานและแข็งแรงยั่งยืน
การเลือกตั้งก็เป็นการแข่งขันอย่างหนึ่ง สมัยก่อนในเวลาที่มีการเลือกตั้ง พรรคใหญ่ ๆ จะต้องมีการปราศรัยใหญ่ที่ท้องสนามหลวง ในการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ. 2512 ผู้เขียนยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ได้ตามแม่ไปฟังปราศรัย (ที่จริงตามไปหาของกิน เพราะจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งหาบขายของกินหลายอย่าง ที่แม่ชอบซื้อกินก็คือหอยแครงลวกน้ำจิ้มถั่วตัด กับไข่ตายโคมจิ้มน้ำจิ้มแบบทอดมัน) ยังจำได้ถึงคำพูดของนักการเมืองคนหนึ่ง (ขออภัยจำชื่อไม่ได้เพราะนานมากแล้ว) แกพูดติดตลกว่า “คนเราต้องแข่งขันกันตั้งแต่เกิดจนตาย ตอนจะเกิดก็ต้องว่ายน้ำแข่งขันกันเข้าท้องแม่ พอคลอดออกมาก็ต้องแข่งขันให้อยู่รอด แข่งกันหายใจ แข่งกันทำมาหากิน พอตายไปก็ยังต้องแข่งกันหาเมรุหาวัดเอาศพไปเผา (ฮา)”
สงครามก็เป็นการแข่งขันอย่างหนึ่ง ถ้าดูให้ดี ๆ สงครามไม่ใช่การแข่งขันกันเพื่อฆ่าคนและทำลายล้าง แต่แข่งขันกันเป็นใหญ่ กรณีของสหรัฐอเมริกานี้ชัดเจน (และอัปลักษณ์ที่สุด) ตั้งแต่ที่นายทรัมป์ (มีบางคนออกเสียงให้เพี้ยน ๆ ว่า “ทรามป์”) ประกาศคำขวัญของเขาว่า “America First – อเมริกาต้องมาก่อน” ก็ทำให้โลกนี้แตกเป็นเสี่ยง ๆ สงครามที่สหรัฐอเมริกาก่อขึ้นในที่ต่าง ๆ มองให้ดีอาจจะมองเห็นถึงการแข่งขันทางเทคโนโลยีการสร้างอาวุธ และการแข่งขันด้านการสื่อสาร (สงคราม IO) ที่ถูกครอบด้วยการแข่งขัน “แย่งชิงกันเป็นใหญ่” นั่นเอง
ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin, 1809 - 1882) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เจ้าของทฤษฎี “Natural Selection - การคัดสรรโดยธรรมชาติ” เป็นผู้ค้นพบว่ามนุษย์มีการแข่งขันกันมาโดยตลอดในธรรมชาติ โดยเฉพาะการแข่งขันเพื่อความอยู่รอด ทั้งนี้ที่มนุษย์อยู่รอดมาได้นับเป็นล้าน ๆ ปี ก็เพราะมนุษย์มีความสามารถในการปรับตัว อย่างที่มีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มสรุปว่า “ผู้แข็งแกร่งคือผู้อยู่รอด” แต่ความจริงนั้นดาร์วินบอกว่า ผู้ที่ปรับตัวได้ดีกว่าคือผู้ที่อยู่รอดได้ต่อไป โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “การคัดสรรโดยธรรมชาติ” ที่ต้องใช้เวลา บางอย่างก็ใช้เวลานาน (นับเป็นแสน ๆ หรือหลายหมื่นปี) เช่น จากลิงมาเป็นคน หรือการแยกสายพันธุ์ของมนุษย์ และบางอย่างก็ใช้เวลาไม่นาน (คือแค่ไม่กี่พันปีหรือหลายร้อยปี) เช่น จากมนุษย์ที่เร่ร่อนมาเป็นมนุษย์ประจำถิ่น หรืออารยธรรมต่าง ๆ ของมนุษย์
ทฤษฎีของดาร์วินได้มีการนำมาอธิบายเกี่ยวกับการแข่งขันของมนุษย์ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งในด้านดีและด้านร้าย ในด้านดีก็เช่น การแสวงหาทรัพยากรและการเพิ่มผลผลิตเพื่อการดำรงชีวิต การเลือกคู่ และความร่วมมือกัน (สหภาพ สหพันธ์ และองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ) ส่วนในด้านร้ายก็เช่น ลัทธิการแบ่งแยกเชื้อชาติ การแย่งชิงทรัพยากร และการทำสงคราม แต่ที่ผู้เขียนสนใจก็คือการแข่งขันเพื่อนันทนาการ หรือเพื่อสร้างความสุข ให้มีสุขภาพแข็งแรง และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์ กับสังคมที่มีความสมานสามัคคี
สอบถามเจ้าเอไอ ChatGPT ว่ากีฬาที่มีการแข่งขันกันเป็นครั้งแรกของโลกคืออะไร ก็ได้รับคำตอบว่า การวิ่งระยะสั้น เมื่อ 776 ปีก่อนคริสตกาล ที่เมืองโอลิมเปีย ในกรีซ โดยมีนักกีฬาเข้าแข่งขันจากหลาย ๆ เมือง (สมัยนั้นรัฐชาติในความหมายใหม่อย่างที่เรียกว่าประเทศต่าง ๆ นั้นยังไม่เกิด) จนถึง ค.ศ. 1896 ก็มีการแข่งขันกีฬาหลาย ๆ ชนิดในระดับนานาชาติเกิดขึ้น เรียกว่ากีฬาโอลิมปิก (คนจัดเป็นชาวฝรั่งเศส แต่จัดขึ้นที่เมืองเอเธนส์ ประเทศกรีซ เพื่อรำลึกถึงเมืองโอลิมเปียนั่นเอง) จากนั้นการแข่งขันกีฬาในระดับโลกชนิดต่าง ๆ ก็แผ่กระจายไปในหลาย ๆ แห่ง ทั้งนี้ว่ากันว่าถ้ามีกีฬาแล้วก็จะ “ไม่มีสงคราม”
แต่คนที่ดูกีฬาประเภทต่าง ๆ หลายคนบอกว่าทำไมจึงเต็มไปด้วยความรุนแรง การแข่งขันช่างเอาเป็นเอาตาย ดูเหมือนการมาฆ่าฟันกันมากกว่ามาแข่งขันกัน จนทำให้หลาย ๆ คนไม่ชอบกีฬาที่มีความรุนแรง หรือถ้าจะเลือกชมการแข่งขันก็เลือกแต่กีฬาที่ “เบา ๆ” หรือมีความสวยงามผ่อนคลาย
อย่างเช่นคนใกล้ตัวผู้เขียนคือภรรยา เธอไม่ชอบกีฬาฟุตบอล บอกว่ามันดูโหดเหี้ยม ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน สาเหตุก็คือเธอไปดูการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลของทีมในอเมริกาใต้ ที่กองเชียร์มีการยกพวกถล่มกันบ่อย ๆ เช่นเดียวกันกับเพื่อน ๆ อาจารย์ผู้หญิงของผู้เขียนหลาย ๆ คนที่มหาวิทยาลัย ก็ไม่ชอบกีฬาฟุตบอล แต่ชอบนักฟุตบอลหลาย ๆ คนที่มีหน้าตาดี ๆ เป็นต้นว่า เดวิด เบ็คแฮม, โรนัลโด และ สตีเวน เจอร์ราร์ด รวมถึงเพื่อนชายแอ๊บหญิงก็ชอบดูมวย แม้ว่าจะหลับตาปี๋เวลาที่เขาเตะต่อยกัน ก็คงเป็นเพราะ “ซิกแพ็ก” และรูปร่างหน้าตาของนักมวยบางคนนั้นด้วย
เมื่อคืนวันอาทิตย์สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก “คู่แดงเดือด” ระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด “ผีแดง” กับทีมลิเวอร์พูล “หงส์แดง” ก่อนการแข่งขันมีการถ่ายทอดบรรยากาศที่มีคนจัดให้กองเชียร์ของทั้งสองทีมมาเชียร์ฟุตบอลด้วยกัน คนที่ไปสัมภาษณ์กองเชียร์ของแต่ละทีมก็พยายามจะให้ “ชวนทะเลาะ” คือทับถมและแซวอีกทีมหนึ่งออกมาแรง ๆ ดูแล้วก็น่าเป็นห่วง ส่วนในสนามแข่งที่มีการถ่ายทอดออกมาก็มีความรุนแรงพอสมควร ทั้งสองทีมมีนักฟุตบอลที่ได้รับใบเหลืองที่เกิดจากการเล่นกันอย่างรุนแรงทีมละ 2 คน แต่พอจบเกมทั้งสองทีมก็มีการจับมือกัน หรือบ้างก็กอดและพูด (คงชื่นชมหรือปลอบใจกัน) หรือหยอกล้อกัน ซึ่งการแข่งขันต่าง ๆ ก็จะเป็นทำนองนี้ คือแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ยังคงเป็นมิตรกันเมื่อการแข่งขันนั้นจบลง
ผู้เขียนชอบเล่นกีฬาหลายชนิด สมัยที่อยู่โรงเรียนที่บ้านนอกก็ชอบวิ่งแข่ง พอมาเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ชอบฟุตบอลและบาสเกตบอล ครั้นพอเข้ามหาวิทยาลัยก็อยากเล่นอะไรเก๋ ๆ ไปยิงปืนและฟันดาบฝรั่ง รู้สึกอย่างเดียวว่าได้มีเพื่อนใหม่ ๆ ได้เจอผู้คนเยอะ ๆ คือเพื่อนร่วมทีมและกองเชียร์ รวมถึงที่มีความสุขเวลาที่ชนะหรือได้ตำแหน่งอะไรบ้าง แต่ก็มีความทุกข์มาก ๆ เวลาที่แพ้หรือไม่ได้แชมป์อะไร ที่พูดเรื่องส่วนตัวนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะให้ช่วยกันคิดว่า “เราเล่นกีฬาเพื่ออะไร?” รวมถึงที่ “เราดูกีฬานั้นเพื่ออะไร?” ด้วย
ผู้เขียนจะไม่ขอทราบคำตอบของใคร แต่ขอคิดรวบ ๆ เหมารวมเอาว่า ทุกท่านคงอยากจะมีความสุข หรือดูกีฬาให้มีความสุข ความสนุกสนาน เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจอย่างแน่นอน
มีข้อแนะนำจากกูรูหลายท่าน (คือผู้ที่ชอบดูมาก ๆ และดูเป็นประจำ จนมีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้มาก ๆ) บอกว่าไม่ควรทรมานสังขาร หรือดูแล้วเราต้องมาเจ็บป่วย เช่น ไม่ควรอดหลับอดนอนเพื่อดูกีฬายามวิกาล หรือถ้าไปชมสดในสนามแข่งขันก็ต้องยอมรับได้กับการจราจรและสถานที่ที่แออัด แต่ที่สำคัญก็คือระมัดระวังกิริยาอาการในการเชียร์ ไม่ควรไปยั่วยุหรือบูลลี่ทีมตรงข้าม
สำหรับส่วนตัวผู้เขียนก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของกูรูเหล่านั้นด้วยดี คือไม่นอนดึก แม้ทีมที่รักจะแข่งขันตอนก่อนไก่ขัน ผู้เขียนก็หลับไปแล้วรอให้ไก่ (ข้างบ้าน) ขันขึ้นมาปลุก แล้วค่อยเปิดมือถือดูผลการแข่งขัน ถ้าแพ้ก็นอนต่อเพื่อดับทุกข์ ถ้าชนะก็เปิดดูไฮไลต์ที่มีให้ชมกันผ่านเพจต่าง ๆ ของกองเชียร์จำนวนมาก แล้วก็จะรู้สึกกระชุ่มกระชวย มีกำลังวังชาที่จะทำงานอื่น ๆ ต่อไปในเช้าวันนั้น
ย้อนไปเชื่อมโยงกับทฤษฎีของดาร์วิน การดูกีฬาด้วยความไร้ทุกข์น่าจะเป็น “การคัดสรรโดยธรรมชาติ” อย่างหนึ่ง คือมนุษย์ควรจะเลือกกระทำแต่เฉพาะสิ่งที่ชอบ และหลีกเลี่ยงไม่กระทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เพราะเมื่อมนุษย์มีความสุขแล้ว มนุษย์ก็จะแข็งแรงทั้งกายและใจ ซึ่งจะทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ที่ผู้เขียนขอใช้คำที่เข้ากับการวิวัฒน์แบบนี้ว่า “มนุษย์ที่แข็งแรงที่สุด คือผู้ที่มีความสุขที่สุด” นั่นเอง
ไม่เพียงแค่แข็งแรงหรือมีความสุขที่สุด แต่ถ้าเราวิวัฒนาการไปในแนวทางที่เต็มไปด้วยความสุขนี้ เราทุกคนก็อาจจะเป็นคนที่หล่อหรือสวยที่สุดไปได้ในที่สุดอย่างแน่นอน
#ดูกีฬาแบบไร้ทุกข์ #คนโลกสวย #ทวีสุรฤทธิกุล #กีฬา #ฟุตบอล #พรีเมียร์ลีก #แดงเดือด #แมนยู #ลิเวอร์พูล #CharlesDarwin #การแข่งขัน #ความสุข #บทความกีฬา #คอลัมน์การเมือง #สังคมไทย #siamrathonline








