วิกฤตการณ์ราคาสินค้าเกษตรในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึง “ความผันผวน” ที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกลไกตลาดโลกและมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยภาพรวมสถานการณ์ในช่วงวันที่ 4-8 พฤษภาคม พบว่า กลุ่มพืชไร่และข้าว มีทิศทางราคาที่ขยับตัวสูงขึ้น สวนทางกับกลุ่มปศุสัตว์ที่ยังคงรักษาระดับราคาไว้ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
หากพิจารณาเจาะลึกไปที่กลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นมาอยู่ที่หาบละ 699 บาท แม้ว่าในตลาดโลกอย่าง CBOT สัญญาข้าวโพดจะส่งสัญญาณปรับลดลงกว่า 2.40% ก็ตาม ความย้อนแย้งนี้มีชนวนเหตุสำคัญมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐฯ พิจารณากลับมาคุ้มกันเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบและความต้องการใช้ข้าวโพดในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ
ขณะที่สถานการณ์ของ กากถั่วเหลือง ยังคงทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 16.10 บาท แม้จะมีปัจจัยลบจากคาดการณ์สภาพอากาศในสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อผลผลิตฤดูกาลหน้า แต่แรงเทขายทำกำไรจากความหวังเรื่องข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการรอคอยผลการพบปะระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และจีน ได้กลายเป็นปัจจัยสกัดกั้นไม่ให้ราคาพุ่งสูงขึ้นเกินควร
ในส่วนของ ปลาป่น แม้ราคาในประเทศจะยังคงนิ่งสงบโดยปลาป่นเกรดกุ้งยืนอยู่ที่กิโลกรัมละ 59 บาท แต่สัญญานเตือนภัยเริ่มปรากฏชัดจากฝั่งเปรู ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญระดับโลก หลังจากพบว่ามีการสั่งห้ามจับปลาในหลายพื้นที่เนื่องจากสภาวะ “ปลาโตไม่เต็มวัย” ที่มีปริมาณมากเกินไป ส่งผลให้ปริมาณการจับจริงอาจต่ำกว่าโควตาที่ตั้งไว้ค่อนข้างมาก ปัจจัยอุปทานที่ตึงตัวนี้ประกอบกับความต้องการซื้อจากจีนที่ยังคงแข็งแกร่ง จึงเป็นแรงส่งสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าราคาปลาป่นมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นในอนาคตอันใกล้
สำหรับพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง ข้าวไทย กลับมามีความเคลื่อนไหวเชิงบวกที่น่าสนใจ โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานการปรับเพิ่มขึ้นของราคาทั้งตลาดในประเทศและราคาส่งออก (F.O.B) โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ขยับขึ้นมาอยู่ที่กระสอบละ 1,190 บาท และราคาในตลาดโลกพุ่งแตะระดับ 415 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน การปรับตัวเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนถึงความต้องการในตลาดที่ยังมีต่อเนื่อง แม้แนวโน้มระยะสั้นจะคาดการณ์ว่าราคาอาจเริ่มเข้าสู่ช่วงทรงตัวเพื่อรอดูสถานการณ์อุปสงค์ใหม่
ทางด้านภาคปศุสัตว์ ทั้งสุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ยังคงอยู่ในสภาวะ "ประคองตัว" โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มยืนหยัดอยู่ที่ 66 บาทต่อกิโลกรัม ตามประกาศของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ขณะที่ไก่เนื้อและไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ยังคงรักษาฐานราคาเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ความนิ่งของราคาสินค้าปศุสัตว์ในสัปดาห์นี้เปรียบเสมือน “จุดพักตัว” ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เริ่มขยับขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดว่า ราคาจำหน่ายผลผลิตจะสามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้นานเพียงใดในห่วงโซ่การผลิตนี้ การบริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจึงยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการประคองตัวให้อยู่รอดในตลาดสินค้าเกษตรโลกที่มีความซับซ้อนสูงเช่นปัจจุบัน








